หลุยส์ ปาสเตอร์ ( Louis Pasteur )

ประวัติ Louis Pasteur

ประวัติ Louis Pasteur

ปาสเตอร์เป็นนักเคมีผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา และคุณประโยชน์อย่างมากให้กับศาธารณชนคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้เป็นโรคระบาดที่รุนแรง แต่ก็สามารถคร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมากเช่นกันนอกจากนี้เขายังค้นพบวัคซีนอีกหลายชนิด ได้แก่ อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ ผลงานของเขาที่สร้างคุณประโยชน์อย่างมากอีกชิ้นหนึ่ง คือ การค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แบบพาสเจอร์ไรต์ ในปัจจุบันวิธีการนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะสามารถเก็บรักษาอาหารได้นานและปลอดภัยมากที่สุด

เกิด   วันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 ที่เมืองโดล (Dole) มลรัฐจูรา (Jura) ประเทศฝรั่งเศส (France)
เสียชีวิต วันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 ประเทศฝรั่งเศส (France)
ผลงาน   – ค้นพบวัคซีนป้องกันพิษสุนัขป่า
- ค้นพบว่า จุลินทรีย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเน่าเสีย
- ค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยการนำมาต้มหรือเรียกว่า พาลเจอร์ไรเซชัน(Pasteurization)

ปาสเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 ที่เมืองโดล มลรัฐจูรา ประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาเป็นช่างฟอกหนังชื่อว่าจีน โจเซฟ ปาสเตอร์ (Jean Joseph Pasteur) และเคยเป็นทหารในกองทัพของพระเจ้านโปเลียนมหาราช และได้รับเหรียญกล้าหาญจากสงครามด้วย ต่อมาครอบครัวของปาสเตอร์ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอาร์บัวส์ (Arbors) แม้ว่าฐานะครอบครัวของเขาจะมีฐานะไม่ดีนัก แต่บิดาก็ต้องการให้หลุยส์มีความรู้ที่ดี การศึกษาขั้นแรกของปาสเตอร์เริ่มต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดอาร์บัวส์ซึ่งวิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่เขาเรียนได้ดีที่สุด นอกจากนี้เขามีความสามารถในการวาดรูปอีกด้วย โดยเฉพาะภาพเหมือน(Portrait) เขามีความชำนาญมากที่สุดรูปเหมือนที่ปาสเตอร์ได้วาด เช่น ภาพบิดา มารดา และเพื่อน ๆ ของเขา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันภาพเหล่านี้ได้ถูกแขวนประดับไว้ในสถาบันปาสเตอร์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (The Pasteur Institute in Paris)ด้วยความที่ปาสเตอร์เป็นนักเรียนที่เรียนดี มีความสามารถ และความประพฤติเรียบร้อย จึงได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยอาร์บัวส์ให้ไปเรียนที่อีโคล นอร์เมลซูพีเรีย (Ecole Normale Superiere) ซึ่งเป็นสถาบันฝึกหัดครูชั้นสูงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงปารีสด้วยอาจารย์ใหญ่ต้องการให้เขากลับมาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยอาร์บัวส์นั่นเอง แต่ปาสเตอร์เรียนอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน บิดาก็ต้องมารับกลับบ้าน ด้วยเขาป่วยเป็นโรคคิดถึงบ้าน (Home Sick) อย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะถึงขั้นเป็นโรคประสาทได้ในเวลาต่อมา

ต่อมาเขาได้เข้าเรียนต่อวิชาอักษรศาสตร์ ที่รอยับลคอลเลจ (Royal College) ในเบซานกอน (Besancon) หลังจากจบการศึกษาแล้ว ปาสเตอร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต่อจากนรั้นปาสเตอร์ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่สถาบันฝึกหัดครูชั้นสูงEcole Normale Superiere อย่างที่เขาตั้งใจในครั้งแรก ในระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ที่นี่เขามีโอกาสได้เรียนวิชาเคมีกับนักเคมีผู้มีชื่อเสียง 2 ท่าน คือ เจ.บี. ดีมาส์ (J.B. Dumas) และ เอ.เจ. บาลาร์ด ซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (SorbonneUniversity) เนื่องจากมีบางวิชาที่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในช่วงปีสุดท้ายของการศึกษาที่ อีโคล นอร์เมล ซูพเรียเขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับผลึก (Crystallography) ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อปาสเตอร์จบการศึกษาแล้ว เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับกรดทาร์ทาริก หรือกรดปูนที่ใช้ทำน้ำส้ม (Tartaric acid) จากผลงานการทดลองชิ้นนี้ในปี ค.ศ. 1849 เขาได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยสตราส์เบิร์ก (Strasburg University) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาเคมี

ต่อจากนั้นในปี ค.ศ. 1854 ปาสเตอร์ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองลิลล์ (University of Lille) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาเคมีและคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ด้วยความที่เมืองลิลล์เป็นเมืองอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีทั้งเหล้าเบียร์ และไวน์ และครั้งหนึ่งปาสเตอร์ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานทำแอลกอฮอล์จากน้ำตาลหัวผักกาดแห่งหนึ่ง ทำให้เขารู้ปัญหาของโรงงานที่ว่าเกิดการเน่าเสียของแอลกอฮอล์ และยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ ดังนั้นปาสเตอร์จึงนำตัวอย่างแอลกอฮอล์ไปตรวจสอบในขณะนั้นมีนักวิทยาศาสต์ท่านหนึ่งสามารถประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ได้สำเร็จ เขาจึงนำกล้องจุลทรรศน์มาใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ด้วย โดยในส่วนแรกเป็นแอลกอฮอล์ที่ดีเมื่องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูปรากฏว่า มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งลำตัวกลมมีชื่อว่า ยีสต์(Yeast) ซึ่งมีฤทธิ์เปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์และได้พบแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งมีรูปร่างเป็นท่อน ๆ แบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อว่า บาซิลลัส (Bacillus) ซึ่งมีฤทธิ์สามารถเปลี่ยนน้ำตาลแดงให้เป็นกรดแลคติกได้ หรือเป็นตัวการที่ทำให้แอลกอฮอล์มีคุณภาพต่ำ จากการค้นพบครั้งนี้ทำให้ปาสเตอร์เริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับของหมักดอง ในที่สุดปาสเตอร์ได้พบว่า การหมักดองทำให้เกิดกรดขึ้น 2 ชนิด ได้แก่ กรดซักซินิก (Succinic acid) และกลีเซอร์ไรน์ (Glycerin) การค้บพบครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมากในวงการอุตสาหกรรมและเป็นการบุกเบิกการค้นคว้าหาสารเคมีชนิดต่าง ๆ มากขึ้น ปาสเตอร์ได้ตั้งทฤษฎีการหมักดอง(Fermentation Theory) กล่าวว่า การหมักดองเป็นผลมาจากจุลินทรีย์

เมื่อเขาค้นพบว่าจุลินทรีย์ทำให้เกิดผลเสียมากมาย ปาสเตอร์จึงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์ต่อไป และพบว่า จุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในอากาศทำให้เกิดความเจ็บป่วย และอาหารรวมถึงนมเน่าเสียได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นวิธีการเก็บรักษาของให้อยู่ได้นาน ๆ ก็คือ ต้องฆ่าจุลินทรีย์เหล่านี้ให้หมดไป ปาสเตอร์ได้ทดลองฆ่าเชื่อจุลินทรีย์ โดยการนำนมมาต้มในความร้อน 145 องศาฟาเรนไฮต์ ทำให้เย็นลงโดยเร็วที่สุด ภายใน ? ชั่วโมง เพื่อให้จุลินทรีย์ตายหมด ก่อนนำไปบรรจุใส่ขวด จากนั้นใช้สำลีอุดปากขวดให้แน่นป้องกันไม่ใช้เชื้อจุลินทรีย์เข้าได้ ผลปรากฎว่านมสดอยู่ได้นานกว่าปกติ โดยที่ไม่เน่าเสีย จากนั้นปาสเตอร์ได้นำวิธีการดังกล่าวไปใช้กับเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น เหล้า เบียร์ น้ำกลั่น และไวน์ เป็นต้น วิธีการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ พาสเจอร์ไรเซชัน(Pasteurization) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากการค้นคว้าทดลองครั้งนี้ปาสเตอร์ยังพบวิธีการทำน้ำส้มสายชูโดยใช้จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดเหล้าองุ่นมาเพาะ แล้วเติมลงไปในเหล่าองุ่นที่ผ่านวิธีพาสเจอร์ไรต์แล้วด้วยวิธีการนี้จะได้น้ำส้มสายชูที่มีคุณภาพดี

การค้นคว้าเรื่องจุลินทรีย์ของปาสเตอร์ไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ ในปี ค.ศ. 1865 เขาพบถึงสาเหตุของเซลล์ที่ตายแล้วเน่าเปื่อยก็เป็นผลมาจากเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงทำการทดลองต่อไป ด้วยปาสเตอร์กลัวว่าเมื่อฝังศพทั่งของสัตว์ และมนุษย์ลงในดินแล้ว ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นลงไปอยู่ในดินได้และอาจจะปนเปื้อนไปกับน้ำบาดาล เมื่อคนนำน้ำบาดาลไปดื่มโดยที่ไม่ต้องต้มฆ่าเชื่อก่อน อาจจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ เมื่อการค้นคว้าของปาสเตอร์จบสิ้นลงผลปรากฏว่าเป็นดังเช่นที่ปาสเตอร์กล่าวไว ้คือมีจุลินทรีย์บางชนิดสามารถอยู่ในดินได้จริง เช่น เชื้อบาดทะยัก และแอนแทรกซ์ เป็นต้น

ต่อมาเขาได้ทดลองเกี่ยวกับโรคระบาดที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับตัวไหม ซึ่งทำความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผ้าไหม เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมได้มาขอความช่วยเหลือจากปาสเตอร์ เขาได้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้อยู่นางถึง 5 ปี จึงพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์ชื่อว่า โนสิมา บอมบายซิล (Nosema Bombysis) ซึ่งตัวหนอนกินเข้าไป ดังนั้นปาสเตอร์จึงอธิบายวิธีการป้องกันโรคนี้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมฟังอย่างละเอียด ซึ่งสามารถป้องกันโรคนี้ได้เป็นอย่างดี จากผลงานทาวิทยาศาสตร์วิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne University) และในปีเดียวกันนี้เขาได้เผยแพร่ผลงานการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการหมักดองออกมาอีกเล่มหนึ่งจากความสามารถของปาสเตอร์ ในปี ค.ศ. 1873 เขาได้เชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมอะเคดามี ออฟ เมดิซีน (Academy of Medicine)

ในปี ค.ศ. 1887 ปาสเตอร์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ โดยเริ่มจากโรคที่ร้ายแรงที่สุด คือ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ปาสเตอร์ใช้ปัสสาวของสัตว์ที่ป่ายเป็นโรคแอนแทรกซ์มาเพาะเชื้อให้อ่อนกำลังลง แล้วไปทำวัคซีน การที่เขานำปัสสาวะของสัตว์มาทำวัคซีนทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อถือในวัคซีนของเขา ปาสเตอร์ต้องการให้สาธารณชนประจักษ์แก่สายตาจึงทำการทดลอง ปาสเตอร์ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเกษตร (Agriculture Society) มอบแกะในการทดสอบวัคซีนถึง 50 ตัวปาสเตอร์แบ่งแกะออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 25 ตัว กลุ่มหนึ่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ฉีด จากนั้นจึงฉีด
เชื้อโรคแอนแทรกซ์ให้กับแกะทั้งหมด ผลปรากฏว่าแกะกลุ่มที่ฉีดวัคซีนไม่ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์เลย แต่แก่กลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป่วยและเสียชีวิตหมดทุกตัว

จากผลงานการค้นคว้าชิ้นนี้ ทางรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสได้ขอร้องและมอบเงินสนับสนุนให้กับปาสเตอร์ในการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ ปาสเตอร์ทำการทดลองค้นคว้าและสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ได้สำเร็จโดยเขาผลิตวัคซีนชนิดนี้ได้จากซุปกระดูกไก่ ปาสเตอร์ได้นำวัคซีนชนิดนี้ได้จากซุปกระดูกไก่ ปาสเตอร์ได้นำวัคซีนฉีดให้กับไก่ปรากฏว่าไก่ที่ป่วยมีอาการดีขึ้นและหายไปในที่สุด

การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด คือ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าน แม้ว่าจะไม่ใช่โรคระบาดที่ร้ายแรงแต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนได้มากเพราะเมื่อผู้ใดที่ถูกสุนัขบ้ากัดแล้วต้องเสียชีวิตทุกรายไป สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ก็ต้องตายโดยไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกัน จากการค้นคว้าปาสเตอร์พบว่าเชื้อสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย ดังนั้นเมื่อถูกน้ำลายของสุนัขที่มีเชื้อโรคอยู่ไม่ว่าจะทางใด เช่น ถูกเลียบริเวณที่เป็นแผล หรือถูกกัด เป็นต้น เชื้อโรคในน้ำลายก็จะซึมเาไปทางแผลสู่ร่างกายได้ ปาสเตอร์ได้นำเชื้อมาเพาะวัคซีน และนำไปทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี แต่ปาสเตอร์ไม่กล้านำมาทดลองกับคน จนกระทั่งวันหนึ่งโจเวฟเมสเตร์ เด็กชายวัย 9 ปี ถูกสุนัขบ้ากัด ถึงอย่างไรก็ต้องเสียชีวิต ดังนั้นพ่อแม่ของเด็กจึงได้นำบุตรชายมาให้ปาสเตอร์รักษาซึ่งเป็นโอกาสดีที่ปาสเตอร์จะได้ทดลองยา ปรากฏว่าเด็กน้อยไม่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้าน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่ง ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย โดยในประเทศไทยใช้ชื่อว่า สถานเสาวภาสถาบันปาสเตอร์ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ  เช่นโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้นปาสเตอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895

ที่มา : สำนักหอสมุด

โทมัส อัลวา เอดิสัน ( Thomas Alva Edison)

ประวัติ Thomas-Edison

โทมัส อัลวา เอดิสัน  Thomas Alva Edison ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และคงจะไม่มีใครเหนือกว่าเอดิสัน เอดิสันซึ่งได้คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น นอก จากนี้เขายังปรับปรุงพัฒนาเครื่องใช้ที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โทรศัพท์เครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น ผลงานการคิดค้นของเขาเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบาย และเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก

เกิด วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน (Milan)มล รัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State  of America) และได้เสียชีวิต ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America)

ผลงานที่สำคัญของโลก

- คิดค้นหลอดไฟฟ้า

- เครื่องเล่นจานเสียง

- กล้องถ่ายภาพยนตร์

- เครื่องขยายเสียง

- หีบเสียง

- เครื่องบันทึกเสียง

เอดิสันเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขาชื่อว่า แซมมวลเอดิสัน (Samuel Edison) ประกอบธุรกิจกิจการในประเทศแคนาดา และได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้างรัฐบาล เมื่อฝ่ายต่อต้านพ่ายแพ้เขาจึงต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ และทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้แปรรูปทุกชนิด เมื่อเอดิสันอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวเขาได้อพยพไปอยู่ที่เมืองพอร์ตฮิวรอน (Port Huron) รัฐมิชิแกน (Michiganป เนื่องจากกิจการของครอบครัวประสบปัญหาบางประการ และเขาได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนในเมืองพอร์ตฮิวรอนนั่นเอง แต่เขาไปโรงเรียนได้เพียงแค่ 3 เดือน เท่านั้นก็ไม่ยอมที่จะไปอีก ด้วยความที่เขาเป็นเด็กซุกซนอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ทำให้ถูกครูตำหนิและลงโทษเป็นประจำ เมื่อเขาออกจากโรงเรียนมารดาจึงรับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือให้เขาแทนและเขาเรียนหนังสือยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น ก็สามารถอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว

สิ่งที่เอดิสันให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ วิทยาศาสตร์ การทดลอง และการคิดค้นสิ่งของต่าง ๆ ดังนั้นเขาจึงเริ่มหางานทำ

ตั้งแต่อายุได้ 12 ปี เพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการสร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ของเขาอีกทั้งเขาไม่ค่อยที่จะชอบเรียนหนังสือในโรงเรียน เอดิสันได้งานทำในบริษัทรถไฟแกรนทรังค์ (Grand Trank Train Company)ในตำแหน่งเด็กขายหนังสือพิมพ์ บนรถไฟสายพอร์ตฮิวรอน – ดีทรอยต์ (Port Huron – Detroit) เอดิสันได้ใช้ตู้รถไฟตู้หนึ่งเป็นที่พัก เก็บสารเคมี และหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย ซึ่งเขามักใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่ในห้องพักเพื่ออ่านหนังสือ และทำการทดลองวิทยาศาสตร์ เอดิสันได้ทำงานอยู่ระยะหนึ่งเขาก็สามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เขานำเงินที่มีอยู่ไปซื้อแท่นพิมพ์เล็ก ๆ เครื่องหนึ่ง เพื่อมาพิมพ์หนังสือพิมพ์ของเขาเอง ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการ นักเขียน และพนักงานขายหนังสือพิมพ์ด้วย หนังสือพิมพ์ของเอดิสันที่มีชื่อว่า Grand Trank Herald  ซึ่งขายดีมาก เอดิสันได้นำเงินกำไรส่วนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ สารเคมี แร่ และหนังสือวิทยาศาสตร์ แต่วันหนึ่ งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อรถไฟเกิดกระชากอย่างแรงทำให้แท่งฟอสฟอรัสตกกระแทกพื้น แล้วเกิดการระเบิดอย่างแรง ทำให้ไฟไหม้ตู้รถไฟของเขา แต่โชคยังดีที่ดับไฟได้ทันไม่ได้ลุกลามไปตู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ถูกไล่ออกจากงาน และทำให้หูของเขาต้องพิการวันหนึ่งเขาได้ช่วยชีวิตลูกชายของนายสถานีที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนรางรถไฟ ในขณะที่รถไฟกำลังจะเข้าสถานี เอดิสันกระโดดลงไปอุ้มเด็กน้อยคนนั้นได้ทันเวลาก่อนที่รถไฟจะทับเด็ก นายสถานีจึงได้สอนการส่งโทรเลขให้กับเอดิสันเป็นการตอบแทนเมื่อเอดิสันมีความชำนาญในการส่งโทรเลขมากขึ้น เมื่อปี ค.ศ.1862 เขาจึงเช่าที่ว่างในร้านขายยาบริเวณใกล้กับสถานีรถไฟ เปิดร้านรับจ้างส่งโทรเลขแต่กิจการไม่ค่อยดีนัก เพราะมีร้านรับจ้างส่งโทรเลขหลายร้าน ส่วนร้านของเขาเป็นร้านเล็ก ๆ ที่พึ่งเปิดกิจการ จากนั้นเอดิสันจึงหันมาทำกิจการขายเครื่องจักร โดยเช่าส่วนหนึ่งของร้านขายของเปิดแผนกขายเครื่องจักรขึ้น   ในระหว่างที่เอดิสันทำกิจการขายเครื่องจักร เขาได้ใช้เวลาว่างคิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นหลายชิ้น เช่น เครื่องบันทึกคะแนนเสียงในรัฐสภา แต่เมื่อผลิตออกขายกลับไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนักเครื่องพิมพ์ราคาตลาดหุ้น และเครื่องโทรเลข 2 ทาง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการทดลองส่งเป็นอย่างดี เอดิสันได้นำผลงานชิ้นนี้ไปเสนอต่อบริษัทเวสเทิร์ส ยูเนียนเทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) แต่ได้รับการปฏิเสธ ดังนั้นเอดิสันจึงนำผลงานไปเสนอต่อบริษัทโทรเลขแอตแลนติก และแปซิฟิก (Atlantic and Pacific Telegraph Company) ทางบริษัทยอมรับผลงานของเขาแต่เอดิสันก็โชคร้ายเมื่อเขาทำการทดลองส่งสัญญาณจากนิวยอร์คถึงโรเชสเตอร์ ปรากฏว่าเกิดขัดข้องไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงได้ตามที่คาดหวัง ทำให้เมื่อเขากลับมาที่เมืองบอสตันก็ต้องได้รับความลำบากเพราะไม่มีทั้งเงิน และงานก็ไม่มีทำอีกต่อไปแล้ว แต่เอดิสันก็ยังโชคดีอยู่บ้างเมื่อเขาพบกับวิศวกรไฟฟ้าผู้หนึ่ง ชื่อ แฟรงคลิน โปป (Franklin Pope) ได้ให้พักอาศัยอยู่ด้วย และฝากงานให้ทำในบริษัทแจ้งราคาทอง ลอว์โกลด์ อินดิเคเตอร์ (Lawglod Indicator) ซึ่งโปป ทำงานอยู่ ซึ่งเอดิสันได้เข้าทำงานในตำแหน่งช่างโทรเลขประจำบริษัทด้วยความสามารถของเอดิสันเขาสามารถซ่อมเครื่องส่งโทรเลขได้เป็นอย่างดี และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของโปป และเมื่อโปปลาออก เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทนโปป หลังจากนั้นบริษัทได้รวมกิจการเข้ากับบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน เทเลหราฟ เอดิสันจึงลาออก ต่อจากนั้นเขาได้เปิดบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับโปป และหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า เจ.เอช.แอชลีย์ เอดิสันต้องทำงานหนักอยู่เพียงคนเดียวต่างกับหุ้นส่วนที่คอยรับผลประโยชน์ แต่เมื่อผลกำไรออกมาทุกคนต่างก็ได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ทำให้เอดิสันรู้สึกไม่พอใจที่ถูกเอาเปรียบเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อปี ค.ศ.1871 เอดิสันจึงถอนหุ้นออกจากโรงงาน และเดินทางไปยังเมืองนิววาร์ด รัฐนิวเจอร์ซี (New Jersey)เพื่อเปิดบริษัทผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ บริษัทของเอดิสันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการขายเครื่องป้องกันความผิดพลาดของใบแจ้งราคาหุ้น ต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1876 เอดิสันได้ย้ายโรงงานไปที่เมืองเมนโล ปาร์ค (Menlo Park) รัฐนิวยอร์ค (New York) และเมื่อปีเดียวกันนี้เอง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) สามารถคิดค้นโทรศัพท์ขึ้นเป็นผลสำเร็จ ส่งผลให้บริษัทโทรเลขประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรงดังนั้นบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ จึงได้ว่าจ้าง เอดิสันปรับปรุงโทรศัพท์ของเบลล์ให้มีประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม เอดิสันได้พยายามหาวัสดุชนิดอื่น เพื่อใช้แทนแผ่นเหล็กที่เบลล์ใช้ในโทรศัพท์ จนกระทั่งเอดิสันทดลองนำคาร์บอนมาทาบริเวณแผ่นเหล็ก ปรากฏว่าได้ยินเสียชัดเจนขึ้น ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในเวลาไม่นานนัก ถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะขายได้ดีเพียงใด แต่เอดิสันก็ได้รับค่าตอบแทนเพียง 100,000 ดอลลาร์เท่านั้น เองแต่ประโยชน์ที่เอดิสันได้รับนอกจากเงินก็คือ ระหว่างที่เขาปรับปรุงโทรศัพท์อยู่นั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหลายอย่าง และจากการปรับปรุงโทรศัพท์ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบวิธีคิดค้นหีบเสียง เมื่อปี ค.ศ.1877 ซึ่งใช้หลักการเดียวกับโทรศัพท์ คือ เมื่อมีเสียงส่งผ่านเข้าไปจะทำให้โลหะที่อยู่ภายในเกิดการสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดเสียง เมื่อผลงานชิ้นนี้ของเขาได้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเป็นอย่างมาก เอดิสันได้ปรับปรุงพัฒนาหีบเสียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งคิดค้นของเขาอีกชิ้นหนึ่ง ก็คือ เครื่องบันทึกเสียง  เครื่องบันทึกเสียงของเขาประกอบไปด้วยกระบอกสูบเป็นร่องที่เป็นลานเกลียวยาวอันหนึ่ง ซึ่งหมุนไปด้วยข้อเหวี่ยง ทั้งสองด้านของกระบอกสูบนี้เป็นท่อเล็ก ๆ พร้อมกับมีแผ่นกะบัง และเข็มเขาได้ส่งแบบเครื่องบันทึกเสียงพร้อมกับคำแนะนำให้กับ จอห์น ครุยส์ (John Kruesi) หัวหน้าผู้ช่วยของโรงงาน เมื่อครุยส์นำเครื่องกลที่สร้างเสร็จแล้วมาให้เอดิสัน แต่ครุยส์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเครื่องกลนี้มีประโยชน์อะไร จนกระทั่งเอดิสันพูดใส่ลงไปในกระบอกสูบว่า”Mary have a small sheep”และหมุนเครื่องอีกครั้ง ก็มีเสียงดังออกมาว่า “Mary have a small sheep” สร้างความมึน งง ให้กับคนงานในโรงงานเป็นอย่างมากเป็นอย่างมาก เครื่องบันทึกเสียงถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นที่เขาชื่นชอบมากที่สุด ต่อมาเขาได้ปรับปรุงเครื่องบันทึกเสียงมาเป็นเครื่องบันทึกโทรเลข (Automatic Telegraph Repeater)เอดิสันได้นำผลงานทั้ง 2 ชิ้นไปแสดงไปให้อัลเฟรด อีลีบัช (Alfred Dlybeah) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอนติฟิคอเมริกัน (Scientific American Newspaper) เมื่ออีลีบัชได้เห็นสิ่งคิดค้นของเอดิสัน เขารู้สึกตื่นเต้นมาก และได้นำผลงานทั้ง 2 ชิ้น ของเอดิสันลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไปทำให้เอดิสันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เอดิสันได้รับเชิญจากบุคคลสำคัญๆ หลายท่าน ให้นำผลงานของเขาไปแสดงให้ดู เช่น ลูเธอร์ฟอร์ด บีชาร์ด เฮส์ (RutherfordBirchard Hayes) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา พระราชินีแห่งอังกฤษกษัตริย์แห่งรัสเซีย รวมถึงประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีด้วยเอดิสันยังคงค้นคว้าและคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ต่อไป ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือ หลอดไฟฟ้า ก่อนหน้านั้นเซอร์ฮัมฟรี เดวี่ (Sir Humphry Davy) ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยการนำลวดมาต่อเข้ากับขั้วบวกและลบ ของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เมื่อเอาปลายของลวดทั้งสองเข้ามาใกล้ ๆ กัน ปรากฏว่าเกิดประกายไฟกระโดดข้ามไปมา โดยประกายไฟกระโดด มีรูปแบบโค้งเล็กน้อยอีกทั้งมีแสงสว่างออกมาด้วย ต่อมาเขาได้ทำการทดลองเช่นนี้ในสูญญากาศและผลจากการทดลองครั้งนี้เดวี่ได้นำไปคิดค้นหลอดไฟ โดยตั้งชื่อหลอดไฟฟ้าชนิดนี้ว่า Arc Light แต่เส้นลวดไม่สามารถทนความร้อนได้สูง ทำให้การใช้งานของหลอดชนิดนี้มีอายุสั้นใช้ได้ไม่นานก็หมด จากการทดลองของเดวี่ เอดิสันจึงได้พยายามค้นหาตัวนำที่สามารถทนความร้อนได้สูงเอดิสันทดลองใช้วัสดุมากกว่า 10,000 ชนิด มาทำการทดลองใช้เป็นไส้ของหลอดไฟ และเมื่อปี ค.ศ.1879 เอดิสันก็พบว่าเมื่อนำเส้นใยที่ทำด้วยฝ้ายมาทำด้าย จากนั้นนำมาเผาไฟจะได้ถ่านคาร์บอนที่ทนความร้อนได้สูง จากนั้นจึงนำมาบรรจุไว้ในหลอดสูญญากาศ หลอดไฟของเอดิสันสามารถจุดให้แสงสว่างได้นานถึง 45 ชั่วโมง หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีชื่อว่า Incandesent  Electric Lamp แต่ถึงอย่างนั้นเอดิสันก็ยังต้องการหาวัสดุที่ดีกว่า เขาได้ส่งคนงานจำนวนหนึ่งออกไปค้นห้าวัสดุที่ดีกว่าฝ้ายและในที่สุดเขาก็พบว่าเส้นใยของไม้ไผ่ในประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดีกว่า แต่ถึงกระนั้นหลอดไฟฟ้าของเอดิสันก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไร เนื่องจากราคาค่าไฟฟ้าในขณะนั้นแพงมากเอดิสันจึงเดินทางกลับมานิวยอร์คอีกครั้งหนึ่ง และก่อตั้งบริษัทชื่อว่า Edison Electric Limit Company เพื่อสร้างเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการนำไดนาโมของไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faradayป มาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเขาได้ตั้งชื่อเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเครื่องนี้ว่า “Beauty Mary Ann” ตามชื่อของภรรยาของเขานั้นเอง จากนั้นเอดิสันได้วางสายไฟฟ้าไปทั่วเมืองนิวยอร์ค ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้ากันอย่างทั่วถึงและทั่วหน้า นับว่าเอดิสันเป็นผู้ที่บุกเบิกกิจการไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังสร้างเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า และสายดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าอีกด้วย กิจการของเอดิสันดำเนินไปได้ด้วยดีทั้งการขายหลอดไฟฟ้า และขายกระแสไฟฟ้าต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1889 เขาได้คิดค้นเครื่องมือเกี่ยวกับการถ่ายภาพขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่ในขั้นแรกภาพที่ถ่ายยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หลังจากนั้นเมื่อปี ค.ศ.1912 เขาได้ปรับปรุงและทำให้ภาพเคลื่อนไหวได้ นอกจากกล้องถ่ายภาพยนตร์แล้วเขายังสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์ ขึ้นด้วยต่อจากนั้นเอดิสันได้สร้างภาพยนตร์ที่พูดได้ครั้งแรกของโลกขึ้น โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการฉายภาพยนตร์ เขาได้ว่าจ้างนักแสดงจากบรอดเวย์ (Broadway) มาแสดงในภาพยนตร์ของเขา ภาพยนตร์เครื่องแรกของเอดิสันชื่อว่า Synchronized Movieผลงานของเอดิสันยังมีอีกหลายชิ้น ได้แก่ เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องขยายเสียง (Amplifier) เครื่องอัดสำเนา (DuplicatingMachine) และแบตเตอรี่ที่ทำจากนิกเกิลและเหล็ก เป็นต้น เอดิสันได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการคิดค้นคิดค้น เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่เสมอ การที่เขาทำงานอย่างหนักและพักผ่อนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น ทำให้เอดิสันได้ล้มป่วยลงด้วยโรคกระเพาะ เบาหวาน และปัสสาวะเป็นพิษแต่เมื่ออาการทุเลาลง แทนที่เขาจะหยุดพักผ่อนกลับไปทำงานอย่างหนักอีก ทำให้อาการป่วยกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นสาเหตุทำให้เขาเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 จากนั้นรัฐบาลได้สร้างหลอดไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไว้บนยอดเสาสูง 13 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ฟุต 2 นิ้ว หนัก 3 ตัน มีหลอดไฟบรรจุอยู่ภายในถึง 12 ดวงซึ่งมีกำลังไฟฟ้ารวมกันถึง 5,200 วัตต์ หลอดไฟฟ้าอันนี้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1934 เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ที่เขาได้สร้างเอาไว้

ที่มาข้อมูล : siweb.dss.go.th

เชาวเลข สร่างทุกข์ ibcbet

เชาวเลข สร่างทุกข์ นักแต่งเพลงชื่อดัง และอดีตผู้ก่อตั้งสมอลรูม – ibcbet ค่ายเพลงหัวหอกศิลปินนอกกระแสหลัก กลับมาคุยกันอีกครั้ง ในวันที่ ‘ทิกเกอร์ ทวินส์’ ค่ายเพลงใหม่ของเขากำลังเริ่มลงหลักปักฐาน ท่ามกลางไซต์ก่อสร้างบริษัทใหม่ รวมถึงสถานที่ตั้งสตูดิโอ และฮอลล์คอนเสิร์ตขนาดเขื่อง เลยคุยกับเขาถึงแหล่งที่มาของสิ่งที่เห็น, ฝันใหญ่โต, เครดิตล้วนๆ, เงินทั้งนั้น, ไม่กลัวเจ๊ง, ผลงานใหม่จากค่ายใหม่ และความจริงเมื่อวงแตก!

ทิกเกอร์ ทวินส์ ของคุณมีหน้าที่ทำอะไร บ้าง?ค่ายเพลงครับ คือแรกๆ ก็พยายามจะตอบนู่นเลย…เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ แต่ต้นสายปลายเหตุคือค่ายเพลง ไอ้ครั้นจะออกจากบริษัทเก่า แล้วมาเปิดเกี่ยวกับทำปุ๋ยนาโน หรือว่าทำพวกชิปคอมพิวเตอร์ในเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน มันก็ไม่ใช่ ไม่ถนัด (หัวเราะ) ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว คือทำค่ายเพลงเป็นหลักแน่ๆ แต่ก็สร้างสิ่งปลูกสร้าง ibcbet คือทำค่ายเพลงมันติดปัญหาหาที่เล่นคอนเสิร์ตยาก แพงด้วย จองก็ยาก เลยทำที่เล่นเองเลย นึกว่าเหมือนทำบ้าน สร้างบ้านก็ถูก ไม่แพง แต่ที่ไหนได้ บานเลย 45ล้าน (หัวเราะ)ดูจากภายนอกใหญ่โตกว่าสมอลรูมเยอะมาก นี่เป็นการเติบโต หรือจริงๆ เราฝันถึงสเกลใหญ่ๆ ขนาดนี้อยู่แล้ว?ทุกคนฝันอยู่แล้ว ฝันใหญ่โตอยู่แล้ว โม้กันในวงเหล้าตลอดว่าเป็นเรื่องของการทำบุญชาติที่แล้วมาดี เดินชนมุมตึก มีผู้มีจิตศรัทธาในการอุดหนุน เอื้อหนุนเงินทองเค้าเรียกเงินการลงทุน ภาษาธุรกิจ ถ้าพูดจากันดีๆ เขาเรียก อินเวสท์เตอร์ คือผู้ลงทุน ซึ่งขอพูดจาดูดีแป๊บนึงนะ (หัวเราะ)อินเวสท์เตอร์คือพวกอุตสาหกรรมบันเทิงคือเมืองนอก เมืองไทยบางส่วนก็ไปแล้ว คือไปไกลกว่าที่เราคิดเยอะ สมมติอย่างที่ผมได้ยินมา อย่างละครเวทีล่าสุดของคุณบอย(ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ผมไม่แน่ใจว่าอาจจะเล่นที่บรอดเวย์เลยก็ได้ คือเค้าก็เซตฟอร์มทีมละครขึ้นมา แล้วก็เล่นให้คนลงทุนดูคือในโปรเจกต์หนึ่ง อย่างที่เกาหลี มีซีรีส์มีหนังมีอะไร โปรเจกต์ดีๆ เค้าก็ตั้งขึ้นมามีผู้ลงทุนประมาณหนึ่งอยู่ อยากได้เงินทุนเพิ่มเพื่อได้งานที่ดีขึ้น ก็ไปพรีเซนต์ต่อผู้ลงทุนทั้งหลายแหล่ว่าเค้าจะลงทุนมั้ย จะได้กำไร

สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

เข้าประเด็นเลยละกัน ช่วงนี้งานคุณฮ็อตแค่ไหน?งานเบื้องหน้าช่วงนี้ลดลงเยอะเหมือนกันครับ ถ้าประปรายทั่วไปก็จะมีรับงานอีเวนต์โน่นนี่นั่นครับ ไปเป็นพิธีกรบ้าง ไปเป็นแขกรับเชิญบ้างอาจจะเป็นรายได้หลักด้วยซ้ำไป(หัวเราะ) แต่ว่างานประจำที่มีคือ เป็นพิธีกร รายการชื่อ “30 ก้าว ทีมสร้างชาติ” ทางไทยรัฐทีวี ซึ่งอันนี้คนยังไม่ค่อยรู้จักสักเท่าไหร่ เพราะเรตติ้งทางทีวีดิจิทอล มันยังไม่สูงมาก เป็นรายการทอล์คโชว์ที่พูดคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ ที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี คืออายุ 30 ยังได้อยู่ แต่อายุ 31 ขึ้นไปจะไม่ได้แล้วก็ได้คุยกับนักธุรกิจ นักมาร์เกตติ้งนักเคมี นักศิลปิน นักเต้น sbo โอ้ว…พวกเขาเจ๋งกันมากๆ และผมทำเป็นคอลัมนิสต์อยู่รายการ “เจาะใจ” ก็จะมีคอลัมนิสต์อยู่ 4 คน มีผม, มีป๋าเต็ด- ยุทธนา, มีพี่หนุ่มเมืองจันทร์, มีพี่โหน่ง – วงศ์ทนง ก็เป็นเกียรติครับที่อยู่ในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ครับ(หัวเราะ)THE ICONWannasinghPrasertkulก็ทำกันเดือนละครั้งครับ สลับกันมา และคิดคอลัมน์กันมาเอง เป็นคอลัมน์ในรูปแบบรายการทีวี หัวข้ออะไรก็ได้ อยากพูดอะไรกับพี่ดู๋- สัญญา ก็ได้ แล้วก็รายการพื้นที่ชีวิตตอนนี้จบซีซั่นนี้ไปแล้ว เดี๋ยวปีหน้าอาจจะกลับมาใหม่รึเปล่าก็ไม่รู้ กำลังคุยๆ กันอยู่ แต่ว่าถ้าอยากให้จบ

ก็อยากให้จบอย่างสวยงามไปเลย นี่มันคาราคาซังอยู่ว่าจะจบหรือเปล่าว่ะหรือว่าจะไปต่อว่ะ ก็มีปัจจัยหลายอย่าง ส่วนใหญ่ก็ห่วงทีมงานเบื้องหลังว่าจะทำงานกันต่อยังไง งานเบื้องหน้าก็ประมาณนี้ แต่ตอนนี้ที่หนักจริงๆ คือทำธุรกิจเป็นของตัวเองเป็นบริษัททำสารคดีชื่อ “โลกแห่งแบบ” ซึ่งมันเป็นแนวคิดของเพลโต ที่เป็นนักปรัชญยชาวกรีกเห็นคุณเป็นพิธีกรรายการที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาและศาสนามีปมที่ฝังในจิตใจอะไรหรือเปล่า?จริงๆ มันเป็นปมในใจของมนุษย์ทุกคนนะครับ ไม่ใช่ของผมคนเดียวคืออยากเข้าใจชีวิตมากขึ้น ว่าเราเกิดมาทำไม ทำไมตัวเราต้องมีศีลธรรมทำไมคนต้องเถียงกัน ทำไมคนถึงรักกัน ทำไมสังคมและแนวคิดของโลกมันเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาเรื่อยๆทำไมสิ่งที่เคยถูกเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนี้มันไม่ถูกแล้ว แต่ทำไมบางสิ่งซึ่งเป็นจริงเมื่อ 2,500 ปีก่อนsbo ตอนนี้ก็ยังเป็นจริงอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถึงจุดหนึ่งทุกคนคงสงสัยกัน แต่ว่าความแตกต่างนั้นมันปล่อยผ่านหรือเปล่า บางคนก็บอกว่าช่างมันเถอะ แล้วก็ทำอย่างอื่นไป คือมันไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเองก็มีหลายเรื่องที่แบบช่างมันเถอะ แต่ผมค่อนข้างจะเซ็นซีทีฟกับประเด็นทางความคิด และปรัชญาชีวิตของเรา คือมันนำผมไปสู่ประเด็นที่ผมตั้งคำถามทดลอง และหาคำตอบ ซึ่งช่วงเด็กๆก็ไม่ค่อยเดินทางมากนัก เราก็ได้แต่ถามคนโน้น คนนี้ คุยกับคนโน้นคนนี้…ผมก็แต่งหนังสือเองบ้าง ก็เขียนหนังสือมาตั้งแต่อายุ 21 แล้ว แล้วก็เวลาเจอเหตุการณ์ในบ้านในเมืองอย่างเจอม็อบโน้น ม็อบนี้ เราก็พยายามลงพื้นที่ไปคุยกับเขาตลอดเพราะเราอยากเข้าใจ อยากได้รู้ แต่พอได้มาทำรายการ “พื้นที่ชีวิต”

Ken Block สุดยอดนักซิ่ง วิเคราะห์บอล

Ken Block สุดยอดนักซิ่งแนวผาดโผนภารกิจในการเดินทางมาเมืองไทยในครั้งนี้คืออะไร?ครั้งนี้ผมมาโปรโมตสินค้าของGoPro ซึ่งผมเป็นพรีเซนเตอร์ และก็มาพบปะแฟนๆ ชาวไทยบรรยากาศสุดยอดมากเลยทีเดียวได้ทานอาหารไทยหรือเจอสาวๆชาวไทยบ้างหรือยัง? เราอยากจะบอกว่าสาวไทยฮอตๆ เพียบหวังว่าคุณจะโชคดีนะ!!!อาหารไทยเป็นของโปรดผมเลยนะไม่ว่าผมจะไปประเทศไหนก็ตามจะมีร้านอาหารไทยอยู่ทั่วโลก ส่วนสาวๆนี่ต้องยอมรับเลยว่าผมได้เห็นสาวไทยแจ่มๆ น่ารักมากหลายคนเลย แต่ผมก็แฮปปี้กับครอบครัว ลูกเมียผมนะ(หัวเราะ)ถ้ามีโอกาสได้ขับรถสุดหวาดเสียวในเมืองไทย คุณอยากไปโชว์การขับรถที่ไหน?เพราะอะไร?มันเป็นโอกาสสุดพิเศษจริงๆ เลยที่ได้มาที่นี่  วิเคราะห์บอล แต่ปกติแล้วเวลาที่ผมเลือกสถานที่ซึ่งจะโชว์ ผมต้องการที่จะรู้จักสถานที่นั้นๆ พอสมควรก่อน ครั้งนี้ผมได้มาพบปะแฟนๆ ซึ่งผมก็จะลองดูที่ซึ่งเหมาะสม บางทีครั้งต่อไปเราอาจได้รู้กันรู้สึกยังไงบ้างที่ในตอนนี้คุณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก? ฝึกหนักแค่ไหนกว่าคุณจะมาถึงจุดๆ นี้ได้?ผมทำทุกอย่างให้เต็มที่เท่าที่ผมจะทำได้ โชคดีที่ทุกอย่างมันไปได้ดีคุณต้องรู้สึกสนุกกับมันเป็นอย่างแรกส่วนเรื่องอื่นที่ตามมานั้นล้วนแต่เป็นผลพลอยได้ ต้องขอบคุณแฟนๆทุกคนที่สนับสนุนผมเรื่อยมาคุณเป็นพวกเสพติดความเสี่ยงหรือไม่? อย่างไร?ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมรู้แค่ว่าผมรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ ได้ขับรถเร็วๆ กระโดดข้ามเนิน ผมใช้ชีวิตแบบชอบเสี่ยง

เพราะผมจะได้พัฒนาตนเองไปเรื่อยๆเวลาว่างๆ คุณชอบทำกิจกรรมอะไรนอกเหนือจากการขับรถ?นอกเหนือการขับรถแล้วผมยังชอบเล่นสโนว์บอร์ดด้วย ผมมีบ้านซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่ซึ่งสามารถเล่นสโนว์บอร์ดได้ ดังนั้นเวลาว่างๆ ผมก็อดไม่ได้เลยนักขับรถแบบคุณมีกฎข้อห้ามในการใช้ชีวิตบ้างไหม?ห้ามปาร์ตี้? ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์? ห้ามมีเซ็กซ์ก่อนโชว์?ผมว่าผมไม่มีกฎอะไรอย่างนั้นนะ(หัวเราะ) วิเคราะห์บอล แต่อย่างหนึ่งที่ผมยึดถือก็คือพยายามใช้ชิวิตอย่างสร้างสรรค์ แล้วทุกอย่างก็จะออกมาดีเองนอกจากการขับรถสไตล์Gymkhana (ยิมคาน่า) แล้วมันยังมีอะไรที่เกี่ยวกับการขับรถที่คุณยังไม่ได้ทำแล้วอยากทำสุดๆ อีกบ้าง?เป็นคำถามที่ตอบยากพอสมควรเลยในชีวิตผมก็ทำมาเกือบหมดแล้วทั้งGymkhana แรลลี่ หรือสเตจเรซซิ่งแต่ผมก็ต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัวผมต้องทำสองสิ่งให้สมดุลกันด้วยผมอยากจะทำสิ่งที่ชอบให้เยอะขึ้นอีกสิ่งที่ผมอยากให้มันเป็นที่สุดก็คือสักวันผมจะแบ่งเวลาให้กับทั้งการแข่งรถและครอบครัวได้ลงตัว

พุดเดิ้ล-ปาจรีย์ ณ นคร เล่นบอลออนไลน์

พุดเดิ้ล-ปาจรีย์ ณ นคร เธอเป็นนักแสดงสาวรุ่นอะไรคงไม่สำคัญ เอาเป็นว่าเธออยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ20 ปี และวันนี้เธอจะมาพูดถึง เนียนกอดพระเอกหนุ่มทั้งวงการ, ดอดตีท้ายครัว ‘วงศ์พัวพันธ์’, รักบทคนใช้ และเรียก ‘พี่’ ได้มั้ยอ่ะ?หลังติดตามอินสตาแกรมคุณสักระยะเราสงสัยว่าคุณกอดพระเอกหนุ่มๆ มาหมดทั้งวงการหรือยัง?ใช่ เป็นความฟินของเรา มีความสุขอ่ะ ที่จริงก็มีคนถามว่าทำไมเราไม่ไปทำอาชีพอื่น เราอยู่ในวงการมาก็นานแล้วรับบทเป็นคนใช้มาก็นานแล้ว เบื่อมั้ยอยากจะหันไปทำอย่างอื่นมั้ย เราก็บอกเขาว่าไม่ เพราะอาชีพอื่นมันก็กอดพระเอกลำบากไง อาชีพนี้ดี ยิ่งอยู่นานยิ่งแก่ ยิ่งกอดไปไม่น่าเกลียด มันเป็นอะไรที่เนียน ขอยืนยันอยู่แบบนี้ต่อไปขอกอดจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พระเอกคนไหนที่คุณกอดแล้วรู้สึกฟินสุดๆ?คือนอกจากสอนเรื่องการแสดงบางทีเราก็สอนพระเอกเด็กใหม่ๆ เล่นบอลออนไลน์

ในเรื่องของการกอด ปัจจุบันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ให้กัน เราจะพูดเสมอว่า ทุกคนอยากกอดพระเอกนะเพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่คุณมอบกอดให้แฟนคลับ เขาจะรู้สึกดี แต่ขอให้มันเป็นกอดที่มาจากใจ เป็นกอดที่ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น แล้วเราก็จะยกตัวอย่างว่ามีอยู่ 2 คนที่เราประทับใจกอดของเขา คือ พี่ก้อง-สหรัถ และเคน-ธีรเดช เป็นผู้ชายที่กอดแล้วเรารู้สึกว่า…โอ้ย! พ่อคุณของบ่าว เอาบ่าวไปเป็นเมียทาสเถอะเจ้าค่ะกอดกันแค่ไม่กี่วินาที รู้สึกได้ขนาดนี้เลยเหรอ?รู้สึกได้เลยว่าเป็นกอดที่จริงใจ คือมันเป็นกอดที่กว้าง บางคนอาจจะกอดเร็วไปหน่อย ก็ไม่ได้ว่าคนอื่นไม่จริงใจนะแต่ของ 2 คนนั้นเป็นอ้อมกอดที่แข็งแรงแต่อบอุ่น และอ่อนโยน โอ้ย พูดแล้วฟิน! เล่นบอลออนไลน์

แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง นักร้องหน้าใหม่ sbobet

เล่าเรื่องซิงเกิลใหม่ให้ฟังหน่อยสิ?ซิงเกิลนี้ชื่อว่า ‘เหลือเป็นคนสุดท้าย’เพลงก่อน (หูทวนลม) จะออกแนวดื้อแต่เพลงนี้มันจะอารมณ์เหงาๆ คล้ายๆเขียนจากชีวิตจริง อารมณ์อำตัวเองว่าคนอื่นเค้าก็มีคู่กันไปหมดแล้ว แต่ศักดิ์สิทธิ์นี่เหลือเป็นคนสุดท้าย ซึ่งพอมองไปเนี่ยหลายๆ คนเค้าก็คนสุดท้ายเหมือนกันนะคนที่ต้องอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียวไม่มีคู่คุณไม่คิดจะแต่งบ้างเหรอ?ไม่รู้เหมือนกันนะ ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน อาจจะได้แต่ง แต่ตอนนี้คือเหลือคนสุดท้ายที่ได้แต่งแสดงว่าตอนนี้คุณก็มีแฟนอยู่?ไม่มีนะ มันแปลกตรงนี้แหละ มันคงอยู่คนเดียวจนเก่งมั้งครับ อาจจะเหงาหน่อย แต่ก็มีความสุขดีแหม พูดเหมือนกับทีเซอร์โปรโมตเอ็มวีเลยนะ?คือมันก็มาจากสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็นนั่นแหละ เลยเขียนออกมาแล้วทำไมคุณเลือกที่จะอยู่คนเดียวล่ะ?ไม่ได้เลือก มันเป็นอย่างนี้ของมันเอง(หัวเราะ) แต่ก็มีเพื่อนสาวคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่ามันยังไปไม่ถึงจุดที่เรียกว่าแฟน เวลาไปเจอคนที่เค้าเป็นคู่ที่ลงตัวกัน เราก็รู้สึกดีใจกับเค้านะ แต่ก็คิดว่า เออ เราน่าจะมีแบบนั้นอย่างเค้าบ้าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากอยู่ เพราะเราก็เข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะมีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบแต่หล่อๆ อย่างคุณ ไม่น่าจะหาแฟนยาก?โห ผมก็เรื่องมากนะ บางทีก็โชคไม่ดีเจอคนที่ยังไม่คลิก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าแบบไหนคลิก เพราะถ้าให้ตอบเรื่องความรัก ผมก็ไม่กล้าพูดจริงๆ คงต้องรอฟ้าประทานแหละคุณไม่ได้เป็นเกย์ใช่มั้ย?ผมเหรอฮะ? เคยคิดแว่บๆ (หัวเราะ)มีคนถามเหมือนกัน ผมก็งงว่าต้องเช็กยังไงวะ sbobet

แต่คิดว่าไม่น่าใช่นะ เพราะผมก็ยังชอบอ่าน เราอยู่นะแล้วชีวิตโสดแบบคุณ มันดียังไงเหรอ?ก็ดูแลตัวเองง่ายดี อาจมีแว่บๆ ที่รู้สึกว่าเพื่อนไม่อยู่ ต้องมาอยู่คนเดียว เราก็หากิจกรรมทำกันไป ทำงานบ้าง เล่นกีฬาบ้าง แต่จริงๆ มันก็เป็นเรื่องเพลงแหละ ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอก มันเป็นแค่โมเมนต์หนึ่ง เป็นมุมหนึ่งที่น่าจะตรงใจใครหลายๆ คนเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าชีวิตผมมันเหงามากมายซะขนาดนั้น เป็นความบันเทิงในอีกมู้ดนึงมากกว่า เดี๋ยวคนไปอ่านแล้วจะคิดว่าทำไมศักดิ์สิทธิ์เหงาขนาดนั้น ไม่นะไม่ เพราะในซิงเกิลต่อๆไปก็จะมีเพลงสนุกสนานเฮฮาอยู่ครับ sbobet