หลุยส์ ปาสเตอร์ ( Louis Pasteur )

ประวัติ Louis Pasteur

ประวัติ Louis Pasteur

ปาสเตอร์เป็นนักเคมีผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา และคุณประโยชน์อย่างมากให้กับศาธารณชนคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้เป็นโรคระบาดที่รุนแรง แต่ก็สามารถคร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมากเช่นกันนอกจากนี้เขายังค้นพบวัคซีนอีกหลายชนิด ได้แก่ อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ ผลงานของเขาที่สร้างคุณประโยชน์อย่างมากอีกชิ้นหนึ่ง คือ การค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แบบพาสเจอร์ไรต์ ในปัจจุบันวิธีการนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะสามารถเก็บรักษาอาหารได้นานและปลอดภัยมากที่สุด

เกิด   วันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 ที่เมืองโดล (Dole) มลรัฐจูรา (Jura) ประเทศฝรั่งเศส (France)
เสียชีวิต วันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 ประเทศฝรั่งเศส (France)
ผลงาน   – ค้นพบวัคซีนป้องกันพิษสุนัขป่า
- ค้นพบว่า จุลินทรีย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเน่าเสีย
- ค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยการนำมาต้มหรือเรียกว่า พาลเจอร์ไรเซชัน(Pasteurization)

ปาสเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 ที่เมืองโดล มลรัฐจูรา ประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาเป็นช่างฟอกหนังชื่อว่าจีน โจเซฟ ปาสเตอร์ (Jean Joseph Pasteur) และเคยเป็นทหารในกองทัพของพระเจ้านโปเลียนมหาราช และได้รับเหรียญกล้าหาญจากสงครามด้วย ต่อมาครอบครัวของปาสเตอร์ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอาร์บัวส์ (Arbors) แม้ว่าฐานะครอบครัวของเขาจะมีฐานะไม่ดีนัก แต่บิดาก็ต้องการให้หลุยส์มีความรู้ที่ดี การศึกษาขั้นแรกของปาสเตอร์เริ่มต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดอาร์บัวส์ซึ่งวิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่เขาเรียนได้ดีที่สุด นอกจากนี้เขามีความสามารถในการวาดรูปอีกด้วย โดยเฉพาะภาพเหมือน(Portrait) เขามีความชำนาญมากที่สุดรูปเหมือนที่ปาสเตอร์ได้วาด เช่น ภาพบิดา มารดา และเพื่อน ๆ ของเขา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันภาพเหล่านี้ได้ถูกแขวนประดับไว้ในสถาบันปาสเตอร์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (The Pasteur Institute in Paris)ด้วยความที่ปาสเตอร์เป็นนักเรียนที่เรียนดี มีความสามารถ และความประพฤติเรียบร้อย จึงได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยอาร์บัวส์ให้ไปเรียนที่อีโคล นอร์เมลซูพีเรีย (Ecole Normale Superiere) ซึ่งเป็นสถาบันฝึกหัดครูชั้นสูงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงปารีสด้วยอาจารย์ใหญ่ต้องการให้เขากลับมาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยอาร์บัวส์นั่นเอง แต่ปาสเตอร์เรียนอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน บิดาก็ต้องมารับกลับบ้าน ด้วยเขาป่วยเป็นโรคคิดถึงบ้าน (Home Sick) อย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะถึงขั้นเป็นโรคประสาทได้ในเวลาต่อมา

ต่อมาเขาได้เข้าเรียนต่อวิชาอักษรศาสตร์ ที่รอยับลคอลเลจ (Royal College) ในเบซานกอน (Besancon) หลังจากจบการศึกษาแล้ว ปาสเตอร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต่อจากนรั้นปาสเตอร์ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่สถาบันฝึกหัดครูชั้นสูงEcole Normale Superiere อย่างที่เขาตั้งใจในครั้งแรก ในระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ที่นี่เขามีโอกาสได้เรียนวิชาเคมีกับนักเคมีผู้มีชื่อเสียง 2 ท่าน คือ เจ.บี. ดีมาส์ (J.B. Dumas) และ เอ.เจ. บาลาร์ด ซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (SorbonneUniversity) เนื่องจากมีบางวิชาที่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในช่วงปีสุดท้ายของการศึกษาที่ อีโคล นอร์เมล ซูพเรียเขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับผลึก (Crystallography) ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อปาสเตอร์จบการศึกษาแล้ว เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับกรดทาร์ทาริก หรือกรดปูนที่ใช้ทำน้ำส้ม (Tartaric acid) จากผลงานการทดลองชิ้นนี้ในปี ค.ศ. 1849 เขาได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยสตราส์เบิร์ก (Strasburg University) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาเคมี

ต่อจากนั้นในปี ค.ศ. 1854 ปาสเตอร์ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองลิลล์ (University of Lille) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาเคมีและคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ด้วยความที่เมืองลิลล์เป็นเมืองอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีทั้งเหล้าเบียร์ และไวน์ และครั้งหนึ่งปาสเตอร์ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานทำแอลกอฮอล์จากน้ำตาลหัวผักกาดแห่งหนึ่ง ทำให้เขารู้ปัญหาของโรงงานที่ว่าเกิดการเน่าเสียของแอลกอฮอล์ และยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ ดังนั้นปาสเตอร์จึงนำตัวอย่างแอลกอฮอล์ไปตรวจสอบในขณะนั้นมีนักวิทยาศาสต์ท่านหนึ่งสามารถประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ได้สำเร็จ เขาจึงนำกล้องจุลทรรศน์มาใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ด้วย โดยในส่วนแรกเป็นแอลกอฮอล์ที่ดีเมื่องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูปรากฏว่า มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งลำตัวกลมมีชื่อว่า ยีสต์(Yeast) ซึ่งมีฤทธิ์เปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์และได้พบแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งมีรูปร่างเป็นท่อน ๆ แบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อว่า บาซิลลัส (Bacillus) ซึ่งมีฤทธิ์สามารถเปลี่ยนน้ำตาลแดงให้เป็นกรดแลคติกได้ หรือเป็นตัวการที่ทำให้แอลกอฮอล์มีคุณภาพต่ำ จากการค้นพบครั้งนี้ทำให้ปาสเตอร์เริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับของหมักดอง ในที่สุดปาสเตอร์ได้พบว่า การหมักดองทำให้เกิดกรดขึ้น 2 ชนิด ได้แก่ กรดซักซินิก (Succinic acid) และกลีเซอร์ไรน์ (Glycerin) การค้บพบครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมากในวงการอุตสาหกรรมและเป็นการบุกเบิกการค้นคว้าหาสารเคมีชนิดต่าง ๆ มากขึ้น ปาสเตอร์ได้ตั้งทฤษฎีการหมักดอง(Fermentation Theory) กล่าวว่า การหมักดองเป็นผลมาจากจุลินทรีย์

เมื่อเขาค้นพบว่าจุลินทรีย์ทำให้เกิดผลเสียมากมาย ปาสเตอร์จึงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์ต่อไป และพบว่า จุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในอากาศทำให้เกิดความเจ็บป่วย และอาหารรวมถึงนมเน่าเสียได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นวิธีการเก็บรักษาของให้อยู่ได้นาน ๆ ก็คือ ต้องฆ่าจุลินทรีย์เหล่านี้ให้หมดไป ปาสเตอร์ได้ทดลองฆ่าเชื่อจุลินทรีย์ โดยการนำนมมาต้มในความร้อน 145 องศาฟาเรนไฮต์ ทำให้เย็นลงโดยเร็วที่สุด ภายใน ? ชั่วโมง เพื่อให้จุลินทรีย์ตายหมด ก่อนนำไปบรรจุใส่ขวด จากนั้นใช้สำลีอุดปากขวดให้แน่นป้องกันไม่ใช้เชื้อจุลินทรีย์เข้าได้ ผลปรากฎว่านมสดอยู่ได้นานกว่าปกติ โดยที่ไม่เน่าเสีย จากนั้นปาสเตอร์ได้นำวิธีการดังกล่าวไปใช้กับเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น เหล้า เบียร์ น้ำกลั่น และไวน์ เป็นต้น วิธีการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ พาสเจอร์ไรเซชัน(Pasteurization) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากการค้นคว้าทดลองครั้งนี้ปาสเตอร์ยังพบวิธีการทำน้ำส้มสายชูโดยใช้จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดเหล้าองุ่นมาเพาะ แล้วเติมลงไปในเหล่าองุ่นที่ผ่านวิธีพาสเจอร์ไรต์แล้วด้วยวิธีการนี้จะได้น้ำส้มสายชูที่มีคุณภาพดี

การค้นคว้าเรื่องจุลินทรีย์ของปาสเตอร์ไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ ในปี ค.ศ. 1865 เขาพบถึงสาเหตุของเซลล์ที่ตายแล้วเน่าเปื่อยก็เป็นผลมาจากเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงทำการทดลองต่อไป ด้วยปาสเตอร์กลัวว่าเมื่อฝังศพทั่งของสัตว์ และมนุษย์ลงในดินแล้ว ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นลงไปอยู่ในดินได้และอาจจะปนเปื้อนไปกับน้ำบาดาล เมื่อคนนำน้ำบาดาลไปดื่มโดยที่ไม่ต้องต้มฆ่าเชื่อก่อน อาจจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ เมื่อการค้นคว้าของปาสเตอร์จบสิ้นลงผลปรากฏว่าเป็นดังเช่นที่ปาสเตอร์กล่าวไว ้คือมีจุลินทรีย์บางชนิดสามารถอยู่ในดินได้จริง เช่น เชื้อบาดทะยัก และแอนแทรกซ์ เป็นต้น

ต่อมาเขาได้ทดลองเกี่ยวกับโรคระบาดที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับตัวไหม ซึ่งทำความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผ้าไหม เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมได้มาขอความช่วยเหลือจากปาสเตอร์ เขาได้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้อยู่นางถึง 5 ปี จึงพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์ชื่อว่า โนสิมา บอมบายซิล (Nosema Bombysis) ซึ่งตัวหนอนกินเข้าไป ดังนั้นปาสเตอร์จึงอธิบายวิธีการป้องกันโรคนี้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมฟังอย่างละเอียด ซึ่งสามารถป้องกันโรคนี้ได้เป็นอย่างดี จากผลงานทาวิทยาศาสตร์วิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne University) และในปีเดียวกันนี้เขาได้เผยแพร่ผลงานการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการหมักดองออกมาอีกเล่มหนึ่งจากความสามารถของปาสเตอร์ ในปี ค.ศ. 1873 เขาได้เชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมอะเคดามี ออฟ เมดิซีน (Academy of Medicine)

ในปี ค.ศ. 1887 ปาสเตอร์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ โดยเริ่มจากโรคที่ร้ายแรงที่สุด คือ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ปาสเตอร์ใช้ปัสสาวของสัตว์ที่ป่ายเป็นโรคแอนแทรกซ์มาเพาะเชื้อให้อ่อนกำลังลง แล้วไปทำวัคซีน การที่เขานำปัสสาวะของสัตว์มาทำวัคซีนทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อถือในวัคซีนของเขา ปาสเตอร์ต้องการให้สาธารณชนประจักษ์แก่สายตาจึงทำการทดลอง ปาสเตอร์ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเกษตร (Agriculture Society) มอบแกะในการทดสอบวัคซีนถึง 50 ตัวปาสเตอร์แบ่งแกะออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 25 ตัว กลุ่มหนึ่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ฉีด จากนั้นจึงฉีด
เชื้อโรคแอนแทรกซ์ให้กับแกะทั้งหมด ผลปรากฏว่าแกะกลุ่มที่ฉีดวัคซีนไม่ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์เลย แต่แก่กลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป่วยและเสียชีวิตหมดทุกตัว

จากผลงานการค้นคว้าชิ้นนี้ ทางรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสได้ขอร้องและมอบเงินสนับสนุนให้กับปาสเตอร์ในการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ ปาสเตอร์ทำการทดลองค้นคว้าและสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ได้สำเร็จโดยเขาผลิตวัคซีนชนิดนี้ได้จากซุปกระดูกไก่ ปาสเตอร์ได้นำวัคซีนชนิดนี้ได้จากซุปกระดูกไก่ ปาสเตอร์ได้นำวัคซีนฉีดให้กับไก่ปรากฏว่าไก่ที่ป่วยมีอาการดีขึ้นและหายไปในที่สุด

การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด คือ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าน แม้ว่าจะไม่ใช่โรคระบาดที่ร้ายแรงแต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนได้มากเพราะเมื่อผู้ใดที่ถูกสุนัขบ้ากัดแล้วต้องเสียชีวิตทุกรายไป สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ก็ต้องตายโดยไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกัน จากการค้นคว้าปาสเตอร์พบว่าเชื้อสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย ดังนั้นเมื่อถูกน้ำลายของสุนัขที่มีเชื้อโรคอยู่ไม่ว่าจะทางใด เช่น ถูกเลียบริเวณที่เป็นแผล หรือถูกกัด เป็นต้น เชื้อโรคในน้ำลายก็จะซึมเาไปทางแผลสู่ร่างกายได้ ปาสเตอร์ได้นำเชื้อมาเพาะวัคซีน และนำไปทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี แต่ปาสเตอร์ไม่กล้านำมาทดลองกับคน จนกระทั่งวันหนึ่งโจเวฟเมสเตร์ เด็กชายวัย 9 ปี ถูกสุนัขบ้ากัด ถึงอย่างไรก็ต้องเสียชีวิต ดังนั้นพ่อแม่ของเด็กจึงได้นำบุตรชายมาให้ปาสเตอร์รักษาซึ่งเป็นโอกาสดีที่ปาสเตอร์จะได้ทดลองยา ปรากฏว่าเด็กน้อยไม่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้าน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่ง ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย โดยในประเทศไทยใช้ชื่อว่า สถานเสาวภาสถาบันปาสเตอร์ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ  เช่นโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้นปาสเตอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895

ที่มา : สำนักหอสมุด

โทมัส อัลวา เอดิสัน ( Thomas Alva Edison)

ประวัติ Thomas-Edison

โทมัส อัลวา เอดิสัน  Thomas Alva Edison ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และคงจะไม่มีใครเหนือกว่าเอดิสัน เอดิสันซึ่งได้คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น นอก จากนี้เขายังปรับปรุงพัฒนาเครื่องใช้ที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โทรศัพท์เครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น ผลงานการคิดค้นของเขาเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบาย และเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก

เกิด วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน (Milan)มล รัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State  of America) และได้เสียชีวิต ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America)

ผลงานที่สำคัญของโลก

- คิดค้นหลอดไฟฟ้า

- เครื่องเล่นจานเสียง

- กล้องถ่ายภาพยนตร์

- เครื่องขยายเสียง

- หีบเสียง

- เครื่องบันทึกเสียง

เอดิสันเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขาชื่อว่า แซมมวลเอดิสัน (Samuel Edison) ประกอบธุรกิจกิจการในประเทศแคนาดา และได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้างรัฐบาล เมื่อฝ่ายต่อต้านพ่ายแพ้เขาจึงต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ และทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้แปรรูปทุกชนิด เมื่อเอดิสันอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวเขาได้อพยพไปอยู่ที่เมืองพอร์ตฮิวรอน (Port Huron) รัฐมิชิแกน (Michiganป เนื่องจากกิจการของครอบครัวประสบปัญหาบางประการ และเขาได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนในเมืองพอร์ตฮิวรอนนั่นเอง แต่เขาไปโรงเรียนได้เพียงแค่ 3 เดือน เท่านั้นก็ไม่ยอมที่จะไปอีก ด้วยความที่เขาเป็นเด็กซุกซนอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ทำให้ถูกครูตำหนิและลงโทษเป็นประจำ เมื่อเขาออกจากโรงเรียนมารดาจึงรับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือให้เขาแทนและเขาเรียนหนังสือยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น ก็สามารถอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว

สิ่งที่เอดิสันให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ วิทยาศาสตร์ การทดลอง และการคิดค้นสิ่งของต่าง ๆ ดังนั้นเขาจึงเริ่มหางานทำ

ตั้งแต่อายุได้ 12 ปี เพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการสร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ของเขาอีกทั้งเขาไม่ค่อยที่จะชอบเรียนหนังสือในโรงเรียน เอดิสันได้งานทำในบริษัทรถไฟแกรนทรังค์ (Grand Trank Train Company)ในตำแหน่งเด็กขายหนังสือพิมพ์ บนรถไฟสายพอร์ตฮิวรอน – ดีทรอยต์ (Port Huron – Detroit) เอดิสันได้ใช้ตู้รถไฟตู้หนึ่งเป็นที่พัก เก็บสารเคมี และหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย ซึ่งเขามักใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่ในห้องพักเพื่ออ่านหนังสือ และทำการทดลองวิทยาศาสตร์ เอดิสันได้ทำงานอยู่ระยะหนึ่งเขาก็สามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เขานำเงินที่มีอยู่ไปซื้อแท่นพิมพ์เล็ก ๆ เครื่องหนึ่ง เพื่อมาพิมพ์หนังสือพิมพ์ของเขาเอง ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการ นักเขียน และพนักงานขายหนังสือพิมพ์ด้วย หนังสือพิมพ์ของเอดิสันที่มีชื่อว่า Grand Trank Herald  ซึ่งขายดีมาก เอดิสันได้นำเงินกำไรส่วนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ สารเคมี แร่ และหนังสือวิทยาศาสตร์ แต่วันหนึ่ งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อรถไฟเกิดกระชากอย่างแรงทำให้แท่งฟอสฟอรัสตกกระแทกพื้น แล้วเกิดการระเบิดอย่างแรง ทำให้ไฟไหม้ตู้รถไฟของเขา แต่โชคยังดีที่ดับไฟได้ทันไม่ได้ลุกลามไปตู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ถูกไล่ออกจากงาน และทำให้หูของเขาต้องพิการวันหนึ่งเขาได้ช่วยชีวิตลูกชายของนายสถานีที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนรางรถไฟ ในขณะที่รถไฟกำลังจะเข้าสถานี เอดิสันกระโดดลงไปอุ้มเด็กน้อยคนนั้นได้ทันเวลาก่อนที่รถไฟจะทับเด็ก นายสถานีจึงได้สอนการส่งโทรเลขให้กับเอดิสันเป็นการตอบแทนเมื่อเอดิสันมีความชำนาญในการส่งโทรเลขมากขึ้น เมื่อปี ค.ศ.1862 เขาจึงเช่าที่ว่างในร้านขายยาบริเวณใกล้กับสถานีรถไฟ เปิดร้านรับจ้างส่งโทรเลขแต่กิจการไม่ค่อยดีนัก เพราะมีร้านรับจ้างส่งโทรเลขหลายร้าน ส่วนร้านของเขาเป็นร้านเล็ก ๆ ที่พึ่งเปิดกิจการ จากนั้นเอดิสันจึงหันมาทำกิจการขายเครื่องจักร โดยเช่าส่วนหนึ่งของร้านขายของเปิดแผนกขายเครื่องจักรขึ้น   ในระหว่างที่เอดิสันทำกิจการขายเครื่องจักร เขาได้ใช้เวลาว่างคิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นหลายชิ้น เช่น เครื่องบันทึกคะแนนเสียงในรัฐสภา แต่เมื่อผลิตออกขายกลับไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนักเครื่องพิมพ์ราคาตลาดหุ้น และเครื่องโทรเลข 2 ทาง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการทดลองส่งเป็นอย่างดี เอดิสันได้นำผลงานชิ้นนี้ไปเสนอต่อบริษัทเวสเทิร์ส ยูเนียนเทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) แต่ได้รับการปฏิเสธ ดังนั้นเอดิสันจึงนำผลงานไปเสนอต่อบริษัทโทรเลขแอตแลนติก และแปซิฟิก (Atlantic and Pacific Telegraph Company) ทางบริษัทยอมรับผลงานของเขาแต่เอดิสันก็โชคร้ายเมื่อเขาทำการทดลองส่งสัญญาณจากนิวยอร์คถึงโรเชสเตอร์ ปรากฏว่าเกิดขัดข้องไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงได้ตามที่คาดหวัง ทำให้เมื่อเขากลับมาที่เมืองบอสตันก็ต้องได้รับความลำบากเพราะไม่มีทั้งเงิน และงานก็ไม่มีทำอีกต่อไปแล้ว แต่เอดิสันก็ยังโชคดีอยู่บ้างเมื่อเขาพบกับวิศวกรไฟฟ้าผู้หนึ่ง ชื่อ แฟรงคลิน โปป (Franklin Pope) ได้ให้พักอาศัยอยู่ด้วย และฝากงานให้ทำในบริษัทแจ้งราคาทอง ลอว์โกลด์ อินดิเคเตอร์ (Lawglod Indicator) ซึ่งโปป ทำงานอยู่ ซึ่งเอดิสันได้เข้าทำงานในตำแหน่งช่างโทรเลขประจำบริษัทด้วยความสามารถของเอดิสันเขาสามารถซ่อมเครื่องส่งโทรเลขได้เป็นอย่างดี และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของโปป และเมื่อโปปลาออก เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทนโปป หลังจากนั้นบริษัทได้รวมกิจการเข้ากับบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน เทเลหราฟ เอดิสันจึงลาออก ต่อจากนั้นเขาได้เปิดบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับโปป และหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า เจ.เอช.แอชลีย์ เอดิสันต้องทำงานหนักอยู่เพียงคนเดียวต่างกับหุ้นส่วนที่คอยรับผลประโยชน์ แต่เมื่อผลกำไรออกมาทุกคนต่างก็ได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ทำให้เอดิสันรู้สึกไม่พอใจที่ถูกเอาเปรียบเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อปี ค.ศ.1871 เอดิสันจึงถอนหุ้นออกจากโรงงาน และเดินทางไปยังเมืองนิววาร์ด รัฐนิวเจอร์ซี (New Jersey)เพื่อเปิดบริษัทผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ บริษัทของเอดิสันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการขายเครื่องป้องกันความผิดพลาดของใบแจ้งราคาหุ้น ต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1876 เอดิสันได้ย้ายโรงงานไปที่เมืองเมนโล ปาร์ค (Menlo Park) รัฐนิวยอร์ค (New York) และเมื่อปีเดียวกันนี้เอง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) สามารถคิดค้นโทรศัพท์ขึ้นเป็นผลสำเร็จ ส่งผลให้บริษัทโทรเลขประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรงดังนั้นบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ จึงได้ว่าจ้าง เอดิสันปรับปรุงโทรศัพท์ของเบลล์ให้มีประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม เอดิสันได้พยายามหาวัสดุชนิดอื่น เพื่อใช้แทนแผ่นเหล็กที่เบลล์ใช้ในโทรศัพท์ จนกระทั่งเอดิสันทดลองนำคาร์บอนมาทาบริเวณแผ่นเหล็ก ปรากฏว่าได้ยินเสียชัดเจนขึ้น ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในเวลาไม่นานนัก ถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะขายได้ดีเพียงใด แต่เอดิสันก็ได้รับค่าตอบแทนเพียง 100,000 ดอลลาร์เท่านั้น เองแต่ประโยชน์ที่เอดิสันได้รับนอกจากเงินก็คือ ระหว่างที่เขาปรับปรุงโทรศัพท์อยู่นั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหลายอย่าง และจากการปรับปรุงโทรศัพท์ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบวิธีคิดค้นหีบเสียง เมื่อปี ค.ศ.1877 ซึ่งใช้หลักการเดียวกับโทรศัพท์ คือ เมื่อมีเสียงส่งผ่านเข้าไปจะทำให้โลหะที่อยู่ภายในเกิดการสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดเสียง เมื่อผลงานชิ้นนี้ของเขาได้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเป็นอย่างมาก เอดิสันได้ปรับปรุงพัฒนาหีบเสียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งคิดค้นของเขาอีกชิ้นหนึ่ง ก็คือ เครื่องบันทึกเสียง  เครื่องบันทึกเสียงของเขาประกอบไปด้วยกระบอกสูบเป็นร่องที่เป็นลานเกลียวยาวอันหนึ่ง ซึ่งหมุนไปด้วยข้อเหวี่ยง ทั้งสองด้านของกระบอกสูบนี้เป็นท่อเล็ก ๆ พร้อมกับมีแผ่นกะบัง และเข็มเขาได้ส่งแบบเครื่องบันทึกเสียงพร้อมกับคำแนะนำให้กับ จอห์น ครุยส์ (John Kruesi) หัวหน้าผู้ช่วยของโรงงาน เมื่อครุยส์นำเครื่องกลที่สร้างเสร็จแล้วมาให้เอดิสัน แต่ครุยส์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเครื่องกลนี้มีประโยชน์อะไร จนกระทั่งเอดิสันพูดใส่ลงไปในกระบอกสูบว่า”Mary have a small sheep”และหมุนเครื่องอีกครั้ง ก็มีเสียงดังออกมาว่า “Mary have a small sheep” สร้างความมึน งง ให้กับคนงานในโรงงานเป็นอย่างมากเป็นอย่างมาก เครื่องบันทึกเสียงถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นที่เขาชื่นชอบมากที่สุด ต่อมาเขาได้ปรับปรุงเครื่องบันทึกเสียงมาเป็นเครื่องบันทึกโทรเลข (Automatic Telegraph Repeater)เอดิสันได้นำผลงานทั้ง 2 ชิ้นไปแสดงไปให้อัลเฟรด อีลีบัช (Alfred Dlybeah) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอนติฟิคอเมริกัน (Scientific American Newspaper) เมื่ออีลีบัชได้เห็นสิ่งคิดค้นของเอดิสัน เขารู้สึกตื่นเต้นมาก และได้นำผลงานทั้ง 2 ชิ้น ของเอดิสันลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไปทำให้เอดิสันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เอดิสันได้รับเชิญจากบุคคลสำคัญๆ หลายท่าน ให้นำผลงานของเขาไปแสดงให้ดู เช่น ลูเธอร์ฟอร์ด บีชาร์ด เฮส์ (RutherfordBirchard Hayes) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา พระราชินีแห่งอังกฤษกษัตริย์แห่งรัสเซีย รวมถึงประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีด้วยเอดิสันยังคงค้นคว้าและคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ต่อไป ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือ หลอดไฟฟ้า ก่อนหน้านั้นเซอร์ฮัมฟรี เดวี่ (Sir Humphry Davy) ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยการนำลวดมาต่อเข้ากับขั้วบวกและลบ ของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เมื่อเอาปลายของลวดทั้งสองเข้ามาใกล้ ๆ กัน ปรากฏว่าเกิดประกายไฟกระโดดข้ามไปมา โดยประกายไฟกระโดด มีรูปแบบโค้งเล็กน้อยอีกทั้งมีแสงสว่างออกมาด้วย ต่อมาเขาได้ทำการทดลองเช่นนี้ในสูญญากาศและผลจากการทดลองครั้งนี้เดวี่ได้นำไปคิดค้นหลอดไฟ โดยตั้งชื่อหลอดไฟฟ้าชนิดนี้ว่า Arc Light แต่เส้นลวดไม่สามารถทนความร้อนได้สูง ทำให้การใช้งานของหลอดชนิดนี้มีอายุสั้นใช้ได้ไม่นานก็หมด จากการทดลองของเดวี่ เอดิสันจึงได้พยายามค้นหาตัวนำที่สามารถทนความร้อนได้สูงเอดิสันทดลองใช้วัสดุมากกว่า 10,000 ชนิด มาทำการทดลองใช้เป็นไส้ของหลอดไฟ และเมื่อปี ค.ศ.1879 เอดิสันก็พบว่าเมื่อนำเส้นใยที่ทำด้วยฝ้ายมาทำด้าย จากนั้นนำมาเผาไฟจะได้ถ่านคาร์บอนที่ทนความร้อนได้สูง จากนั้นจึงนำมาบรรจุไว้ในหลอดสูญญากาศ หลอดไฟของเอดิสันสามารถจุดให้แสงสว่างได้นานถึง 45 ชั่วโมง หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีชื่อว่า Incandesent  Electric Lamp แต่ถึงอย่างนั้นเอดิสันก็ยังต้องการหาวัสดุที่ดีกว่า เขาได้ส่งคนงานจำนวนหนึ่งออกไปค้นห้าวัสดุที่ดีกว่าฝ้ายและในที่สุดเขาก็พบว่าเส้นใยของไม้ไผ่ในประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดีกว่า แต่ถึงกระนั้นหลอดไฟฟ้าของเอดิสันก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไร เนื่องจากราคาค่าไฟฟ้าในขณะนั้นแพงมากเอดิสันจึงเดินทางกลับมานิวยอร์คอีกครั้งหนึ่ง และก่อตั้งบริษัทชื่อว่า Edison Electric Limit Company เพื่อสร้างเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการนำไดนาโมของไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faradayป มาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเขาได้ตั้งชื่อเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเครื่องนี้ว่า “Beauty Mary Ann” ตามชื่อของภรรยาของเขานั้นเอง จากนั้นเอดิสันได้วางสายไฟฟ้าไปทั่วเมืองนิวยอร์ค ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้ากันอย่างทั่วถึงและทั่วหน้า นับว่าเอดิสันเป็นผู้ที่บุกเบิกกิจการไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังสร้างเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า และสายดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าอีกด้วย กิจการของเอดิสันดำเนินไปได้ด้วยดีทั้งการขายหลอดไฟฟ้า และขายกระแสไฟฟ้าต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1889 เขาได้คิดค้นเครื่องมือเกี่ยวกับการถ่ายภาพขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่ในขั้นแรกภาพที่ถ่ายยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หลังจากนั้นเมื่อปี ค.ศ.1912 เขาได้ปรับปรุงและทำให้ภาพเคลื่อนไหวได้ นอกจากกล้องถ่ายภาพยนตร์แล้วเขายังสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์ ขึ้นด้วยต่อจากนั้นเอดิสันได้สร้างภาพยนตร์ที่พูดได้ครั้งแรกของโลกขึ้น โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการฉายภาพยนตร์ เขาได้ว่าจ้างนักแสดงจากบรอดเวย์ (Broadway) มาแสดงในภาพยนตร์ของเขา ภาพยนตร์เครื่องแรกของเอดิสันชื่อว่า Synchronized Movieผลงานของเอดิสันยังมีอีกหลายชิ้น ได้แก่ เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องขยายเสียง (Amplifier) เครื่องอัดสำเนา (DuplicatingMachine) และแบตเตอรี่ที่ทำจากนิกเกิลและเหล็ก เป็นต้น เอดิสันได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการคิดค้นคิดค้น เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่เสมอ การที่เขาทำงานอย่างหนักและพักผ่อนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น ทำให้เอดิสันได้ล้มป่วยลงด้วยโรคกระเพาะ เบาหวาน และปัสสาวะเป็นพิษแต่เมื่ออาการทุเลาลง แทนที่เขาจะหยุดพักผ่อนกลับไปทำงานอย่างหนักอีก ทำให้อาการป่วยกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นสาเหตุทำให้เขาเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 จากนั้นรัฐบาลได้สร้างหลอดไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไว้บนยอดเสาสูง 13 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ฟุต 2 นิ้ว หนัก 3 ตัน มีหลอดไฟบรรจุอยู่ภายในถึง 12 ดวงซึ่งมีกำลังไฟฟ้ารวมกันถึง 5,200 วัตต์ หลอดไฟฟ้าอันนี้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1934 เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ที่เขาได้สร้างเอาไว้

ที่มาข้อมูล : siweb.dss.go.th

พุดเดิ้ล-ปาจรีย์ ณ นคร เล่นบอลออนไลน์

พุดเดิ้ล-ปาจรีย์ ณ นคร เธอเป็นนักแสดงสาวรุ่นอะไรคงไม่สำคัญ เอาเป็นว่าเธออยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ20 ปี และวันนี้เธอจะมาพูดถึง เนียนกอดพระเอกหนุ่มทั้งวงการ, ดอดตีท้ายครัว ‘วงศ์พัวพันธ์’, รักบทคนใช้ และเรียก ‘พี่’ ได้มั้ยอ่ะ?หลังติดตามอินสตาแกรมคุณสักระยะเราสงสัยว่าคุณกอดพระเอกหนุ่มๆ มาหมดทั้งวงการหรือยัง?ใช่ เป็นความฟินของเรา มีความสุขอ่ะ ที่จริงก็มีคนถามว่าทำไมเราไม่ไปทำอาชีพอื่น เราอยู่ในวงการมาก็นานแล้วรับบทเป็นคนใช้มาก็นานแล้ว เบื่อมั้ยอยากจะหันไปทำอย่างอื่นมั้ย เราก็บอกเขาว่าไม่ เพราะอาชีพอื่นมันก็กอดพระเอกลำบากไง อาชีพนี้ดี ยิ่งอยู่นานยิ่งแก่ ยิ่งกอดไปไม่น่าเกลียด มันเป็นอะไรที่เนียน ขอยืนยันอยู่แบบนี้ต่อไปขอกอดจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พระเอกคนไหนที่คุณกอดแล้วรู้สึกฟินสุดๆ?คือนอกจากสอนเรื่องการแสดงบางทีเราก็สอนพระเอกเด็กใหม่ๆ เล่นบอลออนไลน์

ในเรื่องของการกอด ปัจจุบันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ให้กัน เราจะพูดเสมอว่า ทุกคนอยากกอดพระเอกนะเพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่คุณมอบกอดให้แฟนคลับ เขาจะรู้สึกดี แต่ขอให้มันเป็นกอดที่มาจากใจ เป็นกอดที่ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น แล้วเราก็จะยกตัวอย่างว่ามีอยู่ 2 คนที่เราประทับใจกอดของเขา คือ พี่ก้อง-สหรัถ และเคน-ธีรเดช เป็นผู้ชายที่กอดแล้วเรารู้สึกว่า…โอ้ย! พ่อคุณของบ่าว เอาบ่าวไปเป็นเมียทาสเถอะเจ้าค่ะกอดกันแค่ไม่กี่วินาที รู้สึกได้ขนาดนี้เลยเหรอ?รู้สึกได้เลยว่าเป็นกอดที่จริงใจ คือมันเป็นกอดที่กว้าง บางคนอาจจะกอดเร็วไปหน่อย ก็ไม่ได้ว่าคนอื่นไม่จริงใจนะแต่ของ 2 คนนั้นเป็นอ้อมกอดที่แข็งแรงแต่อบอุ่น และอ่อนโยน โอ้ย พูดแล้วฟิน! เล่นบอลออนไลน์

แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง นักร้องหน้าใหม่ sbobet

เล่าเรื่องซิงเกิลใหม่ให้ฟังหน่อยสิ?ซิงเกิลนี้ชื่อว่า ‘เหลือเป็นคนสุดท้าย’เพลงก่อน (หูทวนลม) จะออกแนวดื้อแต่เพลงนี้มันจะอารมณ์เหงาๆ คล้ายๆเขียนจากชีวิตจริง อารมณ์อำตัวเองว่าคนอื่นเค้าก็มีคู่กันไปหมดแล้ว แต่ศักดิ์สิทธิ์นี่เหลือเป็นคนสุดท้าย ซึ่งพอมองไปเนี่ยหลายๆ คนเค้าก็คนสุดท้ายเหมือนกันนะคนที่ต้องอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียวไม่มีคู่คุณไม่คิดจะแต่งบ้างเหรอ?ไม่รู้เหมือนกันนะ ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน อาจจะได้แต่ง แต่ตอนนี้คือเหลือคนสุดท้ายที่ได้แต่งแสดงว่าตอนนี้คุณก็มีแฟนอยู่?ไม่มีนะ มันแปลกตรงนี้แหละ มันคงอยู่คนเดียวจนเก่งมั้งครับ อาจจะเหงาหน่อย แต่ก็มีความสุขดีแหม พูดเหมือนกับทีเซอร์โปรโมตเอ็มวีเลยนะ?คือมันก็มาจากสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็นนั่นแหละ เลยเขียนออกมาแล้วทำไมคุณเลือกที่จะอยู่คนเดียวล่ะ?ไม่ได้เลือก มันเป็นอย่างนี้ของมันเอง(หัวเราะ) แต่ก็มีเพื่อนสาวคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่ามันยังไปไม่ถึงจุดที่เรียกว่าแฟน เวลาไปเจอคนที่เค้าเป็นคู่ที่ลงตัวกัน เราก็รู้สึกดีใจกับเค้านะ แต่ก็คิดว่า เออ เราน่าจะมีแบบนั้นอย่างเค้าบ้าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากอยู่ เพราะเราก็เข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะมีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบแต่หล่อๆ อย่างคุณ ไม่น่าจะหาแฟนยาก?โห ผมก็เรื่องมากนะ บางทีก็โชคไม่ดีเจอคนที่ยังไม่คลิก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าแบบไหนคลิก เพราะถ้าให้ตอบเรื่องความรัก ผมก็ไม่กล้าพูดจริงๆ คงต้องรอฟ้าประทานแหละคุณไม่ได้เป็นเกย์ใช่มั้ย?ผมเหรอฮะ? เคยคิดแว่บๆ (หัวเราะ)มีคนถามเหมือนกัน ผมก็งงว่าต้องเช็กยังไงวะ sbobet

แต่คิดว่าไม่น่าใช่นะ เพราะผมก็ยังชอบอ่าน เราอยู่นะแล้วชีวิตโสดแบบคุณ มันดียังไงเหรอ?ก็ดูแลตัวเองง่ายดี อาจมีแว่บๆ ที่รู้สึกว่าเพื่อนไม่อยู่ ต้องมาอยู่คนเดียว เราก็หากิจกรรมทำกันไป ทำงานบ้าง เล่นกีฬาบ้าง แต่จริงๆ มันก็เป็นเรื่องเพลงแหละ ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอก มันเป็นแค่โมเมนต์หนึ่ง เป็นมุมหนึ่งที่น่าจะตรงใจใครหลายๆ คนเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าชีวิตผมมันเหงามากมายซะขนาดนั้น เป็นความบันเทิงในอีกมู้ดนึงมากกว่า เดี๋ยวคนไปอ่านแล้วจะคิดว่าทำไมศักดิ์สิทธิ์เหงาขนาดนั้น ไม่นะไม่ เพราะในซิงเกิลต่อๆไปก็จะมีเพลงสนุกสนานเฮฮาอยู่ครับ sbobet

วิทยา ปานศรีงาม โดย บอลชุด

“คุณต้องการให้เป็นรูปปั้น ผมก็จะเป็นรูปปั้น”จากกราฟิกดีไซเนอร์ในอเมริกา มาเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจแอมเวย์ของบ้านเรา ตามด้วยเปิดโรงเรียนสอนบัลเลต์ ผู้ฝึกสอนบุคลิกภาพนางงาม และ ฯลฯ วันนี้ วิทยา ปานศรีงาม เป็นที่รู้จักมากกว่านั้น – ไปทั้งโลก จากบทในหนังฮอลลีวู้ด อย่าง‘Only God Forgives’ ที่ประกบกับ ไรอัน กอสลิง และในสัปดาห์นี้ เขากลับมาอีกครั้งใน ‘เพชฌฆาต’ ที่ต้องรับบทเป็นเชาวเรศ จารุบุณย์ เพชฌฆาตคนสุดท้ายที่ใช้วิธียิงเป้า  เลยไปคุยกับเขาถึงดาราอินเตอร์, โค้ชแอ็กติ้ง, แข็งเป็นรูปปั้น,การสวมบทเพชฌฆาตตัวจริง, ความหมายของรางวัล และแต่งหญิงเอาฮา!ด้วยผลงานที่ผ่านมาคุณดูต่างจากนักแสดงไทยทั่วไป บอลชด

ดูเป็นนักแสดงระดับอินเตอร์มากกว่า?แต่ละเรื่องมันชงผมทั้งนั้นเลย ผมว่าผมได้หนังที่มันพอเหมาะพอเจาะ มันเหมือนเป็นจังหวะที่วางเอาไว้ อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เล่นหนังเล่นละครมาก่อนแล้วเรามีสไตล์เป็นของตัวเองคุณมาเริ่มเป็นนักแสดงตอนอายุเกือบ50 คุณไม่ต้องใช้แอ็กติ้งโค้ชอะไรบ้างเลยเหรอ?ด้วยความเป็นศิลปินด้วยมั้ง ผมเป็นคนทำงานศิลปะด้วย เราทำกราฟิก วาดรูป เราสนใจเรื่องดรามา ด้านเธียเตอร์บ้าง แต่ไม่ถึงกับอินมาก กับการที่เราเริ่มตอนอายุ 50 เราไม่ใช่ดาราที่เริ่มตอนอายุ 10 กว่า ถ้าผมเคยเป็นดาราวัยรุ่นผมอาจมีประสบการณ์บางอย่างมาใช้ แต่จะพูดอยู่เสมอเลย คือเห็นรูปรุๆ บนใบหน้านี้มั้ย? มันเหมือนยางเส้นเก่าๆ ที่ผ่านชีวิตมาแล้ว 50 ปี ถามว่าถ้าคุณเสียใจ คุณต้องมีแอ็กติ้งโค้ชมั้ย? คุณผิดหวังคุณมีแอ็กติ้งโค้ชมั้ย? ให้คุณโกรธคุณต้องมีแอ็กติ้งโค้ชมั้ย? มันอยู่กับว่าคุณเอาอารมณ์ที่คุณมีอยู่ทุกวันมาใช้ให้คนรู้สึกเชื่อว่าคุณมีความรู้สึกนั้นจริงๆตอนที่เล่นเป็นตำรวจใน ‘Only GodForgives’ นอกจากเป็นตัวละครที่ดูโหดๆ มันก็มีอะไรลึกมากๆ อยู่ข้างในของมัน?ผมเป็นนักกีฬาเคนโดสายดำดั้งห้า 30 ปี ในประเทศไทยมีดั้งห้าอยู่ 2 คนในเซาท์อีสต์เอเชียมีไม่เกิน 5 คน ไม่เคยคิดว่าจะเอาวิชาความรู้ที่ตัวเองเรียนมา 30 ปีมาใช้ในหนังได้ เรานั่งคุยกับผู้กำกับ (นิโคลัส วินดิง เรฟเฟน) ตอนบทมาตอนแรกเป็นขวาน พอบอกผมเล่นดาบได้ เปลี่ยนเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่พลังภายใน ‘Only God Forgives’ เป็นเคนโดเนื้อๆ เลย สู้กับกล้องด้วยพลังข้างใน ความน่ากลัวของบางคนมันไม่จำเป็นต้องตะโกนใส่กันก็ได้ มันก็น่ากลัวมองเฉยๆ ก็น่ากลัวแล้วแล้วตอนรับบทตำรวจในเรื่องนั้น คุณทำยังไงถึงเล่นออกมาได้นิ่งมากๆขนาดนั้น?ตรงนั้นเราต้องเอาความคิดของผู้กำกับมาตีโจทย์ก่อน เพราะหลังจากผมแคสต์ครั้งแรกไป ผู้กำกับขอให้แคสต์ใหม่ครั้งที่ 2มันมีประโยคว่า “ผมอยากให้คุณเป็นรูปปั้น” เพราะเวลาเราเห็นเทวรูปหรือรูปปั้นมันมีเพาเวอร์ของมันโดยไม่ต้องทำอะไรเลยคุณจะเคารพรูปปั้นนี้ทันที นี่คือโจทย์ของผมคุณต้องการรูปปั้น ผมก็จะเป็นรูปปั้น บางคนเลยบอกว่าวิทยาเล่นโคตรแข็งเลย แอ็กต์ไม่เป็นเลย นั่นแหละครับผมแอ็กต์อยู่(หัวเราะ)ในเรื่องล่าสุด ‘เพชฌฆาต’ จากที่คุณศึกษามา คิดว่าคุณเชาวเรศตัวจริง ผิดจากปุถุชนคนธรรมดามากมั้ย?เค้าเป็นคนธรรมดาที่มีอาชีพไม่ธรรมดาอาชีพนี้อาจเป็นอาชีพหนึ่งที่เค้าถูกมอบหมายมาก็ได้ หรือเป็นอาชีพที่เค้าต้องเลือกเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวก็ได้ มันมีอยู่2 อย่างที่เราจะตีความได้ เพราะแกเป็นนักร้องร็อกแอด์โรลสมัยสงครามเวียดนามพอมีลูกก็ต้องหาอาชีพ มาเป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวาง จากความสนใจเรื่องอาวุธปืน หรืออาจจะปฏิบัติหน้าที่ได้ดี มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนใจเย็น เลยถูกมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงนักโทษก่อน จนได้ทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาต แล้วสมัยก่อนที่จะยกเลิก แกประหารด้วยปืนกลไป 55 คนคุณใช้อะไรในการรับบทเป็นคุณเชาวเรศเล่นให้เหมือนเค้า หรือฟังมาแล้วก็ตีความไป?มันมีอยู่ 2 ประเด็น ก่อนผมจะเล่นเรื่องนี้ ทั้ง 2 เรื่องที่เคยเป็นตัวหลัก (‘ศพไม่เงียบ’, ‘Only God Forgives’) มันเป็นนิยาย แต่อันนี้มันเป็นอัตชีวประวัติ มีตัวตน เรื่องแต่งคุณสร้างตัวตนของคุณได้คุณก็ทำไปเลย ผู้กำกับชอบก็จบ แต่พอเป็นอัตชีวประวัติ คุณก็ต้องหาข้อมูล หนึ่งคือพี่เชาแกเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม สัมผัสแรกคือฟังภาษาเขียนของแกก่อน จะได้รู้ว่าตัวแก หรือบรรยากาศของแก คำพูดเป็นยังไงคล้ายกับให้แกอ่านให้ฟัง ซึ่งอ่านตอนแรกแล้วต้องวาง เพราะแต่ละเคสมันหดหู่ มันบีบคั้นมาก แล้วเราก็ผ่านตรงนี้ไป อันที่สองเพราะแกก็เป็นคนดังหน่อยๆ ไปออกรายการโทรทัศน์เยอะ ก็ได้เห็นการพูดจาของแก เห็นการวางตัว เห็นการนอบน้อมแต่ยิงไป 55 คน ประเด็นที่สาม ผมได้เจอครอบครัวแก ได้เจอลูกสาว ได้เจอภรรยาของแก ซึ่งอันนี้สำคัญมาก เพราะเราได้สัมผัสถึงความห่วงหาอาลัย เค้ามีความรักมาก แล้วคุณเชาวเรศแกเป็นคนห่วงครอบครัวมาก อนาคตครอบครัวของแกอันนั้นคืออีกส่วนที่เราเอามาเป็นองค์ประกอบอีกประเด็นที่ทำการบ้านกับเรื่องนี้มาก คือพอบอกทุกคนว่าเล่นเป็นเพชฌฆาต เค้าก็จะบอกว่าเล่นเป็นตัวร้ายอีกแล้ว เล่นโหดอีกแล้ว เค้าไปตัดสินคำว่าเพชฌฆาต ต้องเป็นคนโหดร้าย ซึ่งตรงนี้ผมว่าท้าทาย ผมต้องการพิสูจน์ว่ามันเป็นหน้าที่ เป็นอาชีพเป็นตำแหน่ง มันไม่ใช่คุณกระสันจะไปฆ่าคน ในบทมันจะมีคำว่า “ผมเป็นเพชฌฆาตไม่ใช่ฆาตกร” ซึ่งเป็นเส้นทางของเรื่องเลยฉะนั้นเราจะทำยังไงให้ตัวเราเล่นออกมาแล้วทำให้คนแทนที่จะกลัวกลับรักเรา โจทย์ตัวนี้สำคัญ รักเราเท่ากับครอบครัวเค้ารัก ก็ต้องคอยดูว่าผมจะทำออกมาได้หรือไม่ได้(หัวเราะ)คุณเชื่อเรื่องบาป หรือเวรกรรมมั้ย?ก็เชื่อครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีสติเหมือนกัน เรื่องบาปบุญ ในเรื่องก็พูดเยอะ แม้แต่หลังจากตอนดูหนังรอบเพรสเสร็จ ภรรยาแกออกมาจากโรงฯ ก็ชอบมากเลยประโยคที่ว่า “ผมเป็นเพชฌฆาตไม่ใช่ฆาตกร” คือคุณเชาวเรศแกเชื่อสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือแกเชื่อในระบบกระบวนการยุติธรรม แกจะไม่ตั้งคำถามกับระบบ แกถือว่าแกทำตามหน้าที่ แกมีเสื้อเกาะอยู่อันนึงคือคำว่า ความสถิตยุติธรรม แกถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว แกจะย้อนกลับไปไม่ได้รางวัลสำคัญสำหรับคุณมั้ย?รางวัลไม่สำคัญครับ เพราะผมได้รางวัลไปแล้วตอนกอดภรรยาของเค้าแล้วบอกว่า “พี่ ผมเล่นเรื่องนี้ให้พี่เชา”คือผมทำให้ครอบครัวนึงเค้ามีความสุขแต่ถ้ารางวัลมาก็โอเค ผมก็ปลื้มใจเพราะรางวัลเป็นการวัดค่าของเราเหมือนกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องไปวัดค่าตัวเองโดยการมีรางวัลอะไรมาให้เรา ผมเล่นกีฬามา 30 กว่าปี ผมไม่เคยได้รางวัลเหรียญทองซักเหรียญเลย ทำไมผมไม่เลิก? ผมแข่งอาเซียนได้มากที่สุดก็เหรียญทองแดง ผมไม่ได้บอกว่าผมได้เหรียญทองแดงแล้วชั้นต้องเลิกเล่นเคนโดแต่ผมรู้แค่ว่าแต่ละวันที่เข้ามา แค่ผมโทรไปหาลูกสาวแกแล้วบอกว่า “วันนี้เปิดกล้องนะครับ พี่เข้าฉากวันแรก สวดให้คุณพ่อด้วย บอกว่าพี่ปูขอกำลังใจจากท่าน” ก่อนวางสายแกบอกว่า “หนูรักพ่อค่ะ” รางวัลก็มาแล้วตอนนี้บทที่จะเข้ามาให้คุณเล่นคงมีมากขึ้น รับเล่นหมดมั้ย บทอะไรก็ได้?ไม่ใช่บทอะไรก็ได้ ต้องเป็นบทที่มีมิติ มีความน่าสนใจ ตรงนี้สำคัญกว่าไม่อยากให้คนมาบอกว่าพอบทตัวร้ายนึกถึงวิทยา โหดๆ ต้องวิทยา แต่ถ้าจะเป็นตัวร้าย คุณต้องร้ายให้มีคนโจษจันให้ได้ ถ้าร้ายแค่ให้ผมไปฆ่าคน ยิงหัวเค้าผ่าท้องเค้ามันไม่ใช่ แต่ถ้าร้ายแล้วหลับตา แล้วนึกถึงผู้ร้ายแถวหน้าของเมืองไทย ต้องนึกถึงหน้าผม ผมถึงจะเล่นตลกโรแมนติกพอไหวมั้ย?น่าจะได้นะ (หัวเราะ) ผมเป็นคนตลกนะ อาจจะแต่งเป็นครอสเดรสเซอร์(หัวเราะ) ใส่วิกผม แล้วก็แต่งหน้าอะไรหน่อย ดูแล้วไม่น่าเลย เอาให้เปลี่ยนแคแรกเตอร์ไปเลย ประมาณนั้น (หัวเราะ) บอลชุด

โทนี่ รากแก่น แทงบอลออนไลน์

‘ปอบหน้าปลวก’ หนังฮาปนสยองผสานความลึกลับซ่อนเงื่อน กำลังจะออกฉายสัปดาห์นี้ ZOO เลยไปคุยกับ โทนี่ รากแก่น พระเอกคนดัง และนักแสดงนำในเรื่องนี้ ถึงความคุ้มค่าของ ‘ปอบฯ’, ผีมีจริง, ช่างทำผมไม่ใช่ตุ๊ด, อดีตคนขี้อาย, วันไนท์สแตนด์ และถ้า โทนี่ รากแก่น จะต้องโชว์ซิกซ์แพ็กที่เขาไม่มี!หนังเรื่องนี้มันคุ้มขนาดไหนที่จะเสีย 100บาทเข้าไปดู คนดูจะได้อะไร?ผมว่าเอาแค่ความเป็นปอบ ปอบมันก็เป็นอะไรที่น่าสนใจแล้วสำหรับผีในเมืองไทยเพราะมันเป็นหนึ่งในผีที่อยู่คู่คนไทยมาเป็นชาติแล้ว แล้วเค้าเอาเรื่องราวของปอบมาทำก็จะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับปอบ เพราะว่าเมื่อก่อนหรือยิ่งสมัยนี้ยิ่งไม่รู้หรอกว่า ที่มาที่ไปของปอบคืออะไรแต่นี่เรามีปอบตั้งแต่ปูเรื่องเลย เรามีที่มาที่ไปของปอบ มีเบื้องลึกของแต่ละตัวละครไม่ใช่ได้แค่ความบันเทิง ไม่ใช่ได้แค่ความตลก แต่มันมีการปูเรื่อง เขียนถึงแต่ละตัวมันทำให้การเป็นนักแสดงของเรามันง่ายขึ้นแต่การเป็นช่างทำผม จริงๆ มันก็ช่วยให้เราเข้าถึงผู้หญิงง่ายขึ้นด้วยใช่มั้ย?คือมันเป็นเสน่ห์อย่างนึงนะครับที่ร้านทำผมมี ตอนที่เราไปอยู่ที่ร้านทำผมที่โน่นช่วงแรกๆ เราเลือกร้านที่อยู่ในหัวเมืองแล้วก็เป็นร้านคนเอเชีย ที่แบบลิสต์ไว้ว่าคนสวยที่สุดในเมลเบิร์นตอนนั้น จะต้องมาทำผมที่ร้านนั้น เราก็โดนจับไปเป็นพวกแคชเชียร์ครับ เป็นคนรับโทรศัพท์ ต้อนรับแขก เป็นคนสระผมอะไรด้วย ก็เพลินดี (หัวเราะ)สาวๆ ก็จะแบบว่าโน่นนี่นั่น ก็จะมีบ้างครับแต่ด้วยความขี้อายของเราด้วย ก็จะไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร เรารู้สึกมันเป็นหน้าที่ของเราเราก็แบบต้องดูแลเค้า เราห้ามไปยุ่งอะไรกับเค้า เป็นจรรยาบรรณที่รุ่นพี่เค้าบอก เทรนมา เป็นจรรยาบรรณอะไรแบบนี้ครับ แทงบอลออนไลน์

ย้อนไป 5 – 6 ปีก่อน ตอนเพิ่งเริ่มต้น เข้าใจว่าคุณคงไม่คิดแบบนี้ มาคิดได้ตอนไหน?แต่ก่อนผมก็ไม่ได้คิดครับ แต่พอเราเริ่มทำจริงจังขึ้น ตอนนั้นมันก็จะมีคาบเกี่ยวระหว่างช่างทำผมกับนักแสดง ใจของเราก็จะไปอยู่กับช่างทำผม เหมือนเป็นเซตโซนของเรา แต่พอเรารับงานแสดงมากขึ้น จนไม่มีเรื่องการทำผมแล้ว มารับแสดงเต็มตัวเราแฮปปี้กับสิ่งนี้ปุ๊บ เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย…มันเป็นหนทางที่เรามีความสุขได้จริง อยากจะไปให้ถึงแบบเป็นที่ยอมรับมากๆ ครับคุณเป็นช่างทำผม มีร้านทำผมด้วย แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ทำร้านทำผม คุณว่ามั้ย?คือมันเริ่มตอนที่ผมเรียนอยู่ออสเตรเลียครับ แล้วเราก็ทำงานพาร์ตไทม์เป็นเด็กเสิร์ฟ แต่เราเบื่อ เลยลองทำอย่างอื่นที่มันได้ใช้งานศิลปะ คือเราชอบเรื่องสไตลิ่งชอบเรื่องเสื้อผ้า จะไปร้านขายเสื้อผ้ามันก็ยาก เพราะว่าที่โน่นมันต้องผ่านระเบียบการเยอะ สอบโน่นนี่นั่น เราเลยเลือกเข้าร้านทำผม แล้วเค้าก็สอนให้ครับ จากนั้นก็ไปเป็นลูกมือนั่นแหละ สระผม ไดร์ผม แล้วก็เริ่มสอนวิธีการตัด ดัดลอน ซึ่งสังคมที่โน่นช่างทำผมมันไม่จำกัดว่าต้องเป็นตุ๊ดอย่างเดียว คือที่โน่นผู้ชายก็ผู้ชายจริงๆ ผู้หญิงก็ผู้หญิง เลยไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่แบบว่าผู้ชายมาทำผมมันแปลก พอเรากลับมาไทย พอมาทำผม ช่วงแรกก็โดนคิดเหมือนกันว่าเฮ้ย! เป็นเกย์หรือเปล่า? แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียส เพราะว่าบรรยากาศในวงการแฟชั่นในวงการทำผมมันก็มีพี่ๆ เป็นเกย์เยอะ ซึ่งเค้าก็ไนซ์ สนุกสนานร่าเริงทั่วไป แค่ไม่ได้แบบชอบอะไรในแบบที่เราชอบอย่างนี้ครับกับการปูเรื่องมาแบบนี้ เรามีที่มาที่ไปคุณเชื่อเรื่องผีมั้ย?เชื่อ!คุณเคยเห็นเหรอ?ไม่เคย แต่เชื่อ กลัวด้วย (หัวเราะ)ผมก็ไม่รู้นะทำไมจะต้องมีเหตุผลที่จะไม่เชื่อเพราะตามหลักธรรมะ คือผมเคยไปนั่งสมาธิ ผมก็ได้เรียนรู้ว่าโอเค มันมีหลายสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้แต่เราไม่ได้ปิดกั้นตัวเองกับเรื่องนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเรายังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นที่เห็นมันกับตา แต่ก็เชื่อว่ามันน่าจะมี เราก็เปิดรับทุกอย่างแหละเห็นคุณเล่นแต่หนังเสียเป็นส่วนใหญ่ เริ่มเป็นนักแสดงก็จากหนัง แต่ละครคุณก็เล่นคุณชอบหนังมากกว่าละครหรือเปล่า?โอย หนังนี่มีความสุขแต่ตอนนี้ก้ำกึ่งก่อนหน้านี้ผมจะชอบหนังมากกว่า หนังหรือละครเวทีคือการแสดง มันคือจุดศูนย์รวมของศิลปะทุกแขนงเลย ภาพ เสียง ไฟ บทผมอยู่ได้ตลอด แต่ละคนก็มีความเป็นศิลปินอย่างล่าสุดไปถ่ายละครเจอ เจนนี่ เทียน-โพธิ์สุวรรณ เค้าไม่ใช่แค่คนสวยเฉยๆ เป็นคนที่มีความเป็นศิลปะสูงมาก มีพรสวรรค์ในเรื่องการแสดง อย่าง อาตู่ นพพล (โก-มารชุน) พี่ออฟ พงษ์พัฒน์ (วชิรบรรจง)คือแต่ละคนผมว่าอยู่ด้วยแล้วมีความสุขคุณอยากไปถึงแบบพี่ๆ น้าๆ อาๆ พวกนั้นมั้ย คือนักแสดงแท้ๆ? แทงบอลออนไลน์

แดนนี เทรโฮ sbobet

แดนนี เทรโฮ

แดนนี เทรโฮ

กลับมาเป็นไอ้หน้ายับอีดาบยาว ‘มาเชเต’ อีกครั้งใน ‘Machete Kills’ ใครพลาดดูในโรงฯ เรียนเชิญได้ในรูปแบบดีวีดีและบลูเรย์ สัปดาห์นี้ ZOO เลยไปคุยกับเขาอีกครั้ง ถึงหนังภาคต่อเรื่องนี้ รวมทั้งวิธีอยู่ในตะราง, ฉากเซ็กซ์กับสาวซูเปอร์ฮอต, วิธีดูแลหุ่นในวัยเฉียด 70, เมล กิบสัน, ชาร์ลี ชีน และเธอคนนั้นกับเซ็กซ์แบบเรา 3 คน!หวัดดีแดนนี เป็นยังไงบ้าง?เยี่ยมเลย ตอนนี้ผมกำลังถ่าย ‘BadAss 3’ อยู่ที่หลุยเซียนาคุณเคยบอกว่าการมีอดีตที่เคยติดคุกตะรางทำให้คุณแสดงเป็นคนเก๋า- แกร่งอย่างมาเชเตได้ดี?ใช่ มีอะไรเยอะที่ผมเอามาใช้ ตอนคุณอายุ 19 แล้วได้ไปอยู่ในคุกที่แกร่งที่สุดในอเมริกา คุณก็ต้องแสดงเป็นคนแกร่งได้ดีขึ้นอยู่แล้ว (หัวเราะ) sbobet

คุณรับมือสถานการณ์น่ากลัวๆ ในคุกยังไง เหมือนก้มเก็บสบู่มั้ย?มีคน 2 ประเภทอยู่ในคุก คือเป็นคนล่าหรือเป็นเหยื่อ ทุกเช้าคุณต้องคิดว่าคุณจะเป็นอะไร และผมก็ตัดสินใจเป็นคนล่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่คิดว่าผมเป็นเหยื่อ ผมเลยต้องทำทุกอย่างให้ขึ้นไปเป็นบนยอด และพอคุณอยู่บนนั้น คุณไม่อยากจะลงมาอยู่ข้างล่างหรอกการเข้าฉากเซ็กซ์กับ แอมเบอร์ เฮิร์ดยากมั้ย เพราะเธอฮอตมากๆ เลย?รู้อะไรมั้ย ผมจะเล่าความลับให้ฟังโรเบิร์ต โรดริเกซ บอกว่า “แอ็กชั่น!…แอ็กชั่น? แอมเบอร์ คุณหัวเราะทำไมครับ?” แอมเบอร์เลยบอกว่า “ชั้นหัวเราะ เพราะแดนนีพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้าขอบคุณพระเจ้า”ไม่หยุดเลย”เธอน่ารักตลกด้วยผมได้ทำงานกับเลดี กากา, มิเชลล์โรดริเกซ, โซเฟีย เวอร์กา-รา ผมโชคดีมาก แทบไม่อยากจะเชื่อเลย หนวดคุณมันไม่ไปทิ่มแทงสาวๆ บ้างเหรอ?พวกเธอชอบ ไม่เคยพอซักที(หัวเราะ)ทำไมในวัย 69 คุณยังเฟิร์มฟิตได้ขนาดนี้?ผมชอบเดินเล่นในเมือง แล้วก็ออกกำลังเบาๆ แต่สำคัญสุดคือการกินอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าทำให้ตัวเองอด ผมกินทุกอย่างที่อยากจะกิน แต่ถ้ามื้อไหนผมกินมาก ผมก็จะออกไปเดินไม่ใช้ลิฟต์ ใช้บันไดให้มันช่วยเผาผลาญแทน sbobet